ประวัติศาลจังหวัดแม่สะเรียง
            เมื่อปี พ.ศ. 2425 ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการรวบรวมศาลที่ได้กระจายอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน รวมเรียกว่า ศาลสถิตยยุติธรรมส่วนศาลในหัวเมืองซึ่งเป็นศาลประจำเมืองอยู่ในอำนาจของเจ้าเมืองและกรมการเมือง ในปี ร.ศ. 114 (พ.ศ. 2439) พระองค์ทรงตราพระธรรมนูญศาลหัวเมืองขึ้นได้จัดระบบศาลหัวเมืองใหม่ให้มีศาลมณฑล ศาลเมืองและศาลแขวง
            แต่เดิมคดีความต่าง ๆ ราษฎรต้องไปว่ากันที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทำให้คู่ความและพยานอิดหนาระอาใจมาก ครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2456 อธิบดีศาลมณฑลพายัพได้ปฤกษากับเทศาฯ เห็นพร้อมกันว่าควรตั้งศาลขึ้นชำระความที่อำเภอแม่สะเรียงอีก 1 แห่ง อธิบดีศาลและเทศาฯ จึงต่างได้รายงานมายังกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทั้ง 2 ได้ตกลงให้ตั้งศาลขึ้นที่อำเภอแม่สะเรียง มีความดังนี้
            1. คดีที่เกิดขึ้นในอำเภอแม่สะเรียง ถ้าโจทย์จะฟ้องศาลก็ให้อำเภอเปนผู้รับฟ้องไว้ แล้วส่งไปให้ผู้พิพากษาที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนสั่งฟ้อง ถ้าเปนคดีอาญาฤๅที่ต้องทำโดยรีบร้อน ให้ขอคำสั่งทางโทรศัพท์
            2. คดีที่รับฟ้องไว้ จะพิจารณาที่ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนฤๅที่อำเภอแม่สะเรียงก็ได้ ให้ผู้พิพากษาศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนพิเคราะห์ดูสุดแล้วแต่ความสดวกของคู่ความแลพยาน เมื่อจะพิจารณาที่อำเภอแม่สะเรียง ก็ให้ผู้พิพากษาศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนไปพิจารณาแลตัดสิน ถ้าเปนคดีเกินอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว ก็ให้เอากลับไปตัดสินที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน กำหนดให้ผู้พิพากษาไปชำระความที่อำเภอแม่สะเรียงปีละ 3 ครั้ง คือในเดือนกรกฎาคม 1 พฤศจิกายน 1 มีนาคม 1 ถ้ามีคดีรีบร้อนก็ต้องไปเป็นพิเศษ
            3. เทศาฯ ได้สร้างเรือนจำเล็ก ๆ ขึ้นหลังหนึ่ง มีผู้คุม 2 นาย อยู่ในความรับผิดชอบของนายอำเภอ นักโทษระหว่างพิจารณาฤๅที่ต้องโทษ 3 เดือนลงมาขังไว้ที่นั่น เกินกว่า 3 เดือนย้ายไปขังที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน
            4. กระทรวงยุติธรรมได้อนุญาตให้เงินค่าเดินทางปีละ 2,000 บาท

            ในปี พ.ศ. 2478 รัฐบาลจึงได้ออกพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงหัวเมืองขึ้น ซึ่งมีศาลแขวงแม่สะเรียง (แม่ฮ่องสอน) รวมอยู่ด้วย โดยมีวัตถุประสงค์ว่าต้องเป็นอำเภอที่อยู่ห่างไกลกับที่ตั้งของจังหวัด การคมนาคมไม่สะดวกต้องเดินทางด้วยเท้าถึง 8 วัน และต้องมีคดีเกิดขึ้นในท้องที่ การตั้งศาลแขวงแม่สะเรียง ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้จัดส่งรองจ่าศาลมาประจำอยู่ที่อำเภอแม่สะเรียง ทำหน้าที่เป็นพนักงานรับฟ้อง ผู้พิพากษาศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนต้องมาทำการพิจารณาพิพากษาคดีปีละ 3 ครั้ง มีเขตอำเภอศาลครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง อำเภอท่าสองยาง และได้เปิดดำเนินการชำระอรรถคดีขึ้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2478 โดยชั้นแรกสถานที่ทำการของศาลแขวงแม่สะเรียงยังไม่มีเป็นสัดส่วนต้องอาศัยที่ว่าการอำเภอแม่สะเรียง (เมืองยวม) ทำงานไปพลางก่อน ส่วนที่พักผู้พิพากษา ที่พักจ่าศาลต้องหาเช่าเอาเอง ภายหลังกระทรวงยุติธรรมได้จัดส่งหลวงสารสิทธิ์ประกาศ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนมารักษาตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงอำเภอแม่สะเรียงชั่วคราว เพื่อทำการเปิดศาลแขวง ส่วนตำแหน่งจ่าศาล เสมียน นักการ ทางกระทรวงจะจัดส่งมาจากกรุงเทพฯ ศาลแขวงแม่สะเรียงจึงเปิดดำเนินการเรื่อยมา
            ต่อมาหลวงสารสิทธิ์ประกาศ ได้มีหนังสือถึงข้าหลวงยุติธรรม แสดงความคิดเห็นว่าควรยกฐานะศาลแขวงแม่สะเรียงขึ้นเป็นศาลจังหวัดความว่า "ด้วยตามที่กระทรวงยุติธรรมดำริเปิดศาลแขวงแม่สะเรียงในต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. นี้นั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ศาลแห่งนี้จะยังประโยชน์ให้แก่ชาวแม่สะเรียงผู้มีคดีเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงอำนาจศาลตามพระธรรมนูญ พ.ศ. 2478 มาตรา 21 - 22 แล้วน่ากลัวว่าจะไม่มีผลอย่างจริงจัง เพราะคดีที่เกินอำนาจจะต้องไปฟ้องที่ศาลจังหวัดซึ่งตั้งอยู่ ณ แม่ฮ่องสอน ต่างกันถึง 8 วัน หากเป็นคดีแพ่งมีทุนทรัพย์เพียง 300 - 400 บาท โปรดระลึกถึงค่าพาหนะค่าป่วยการพยานและเวลาที่คู่ความกับพยานจึงพึงเสียในการไปที่แม่ฮ่องสอนแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าแทนที่จะเป็นคุณกลับจะเป็นโทษ ส่วนในความอาญาก็เช่นเดียวกัน ในคดีที่อัยการเป็นโจทก์นั้น ไม่สู้จะเดือนร้อน ค่าพาหนะ ค่าพยาน อัยการมีเงินจ่ายให้พยานเพียงเสียเวลาเท่านั้นพอจะทนได้ ส่วนพยานจำเลยเล่า ไม่ต้องสงสัย คงจะได้รับความเดือดร้อนเป็นแน่ พยานโดยมากเป็นคนจน ไม่ได้ทำมาหากินตั้งครึ่งเดือนสุดที่จะทนได้ หากเป็นคดีที่พยานอยู่ตำบลแม่ต่าน ท่าสองยาง ซึ่งห่างจากจังหวัด ทางเดินตั้ง 18 วันด้วยแล้ว ไปมาเดือนเศษยิ่งร้ายใหญ่ ยิ่งกว่านั้นถ้าพวกยาง (กะเหรี่ยง) ซึ่งเป็นพลเมืองที่มีมากที่สุดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ถูกหาในคดีอาญาแล้ว พยานโจทก์ไม่สำคัญ เพราะเจ้าพนักงานไปควบคุมตัวมาศาลจนได้ หากเป็นพยานจำเลย แม้ที่แม่สะเรียงแม้ว่าได้รับหมายแล้ว มักไม่มาเป็นพยานโดยมากทำให้คดีของจำเลยเสียไปหลายเรื่องหลายรายตามที่ปรากฎมาแล้ว ในคดีอุกฉกรรจ์มหันตโทษ ซึ่งเรียกไปพิจารณา ณ จังหวัด พยานจำเลยนอกจากตัวเองเกือบไม่มี เพราะพยานไม่มาศาล โดยมากส่งหมายไม่ได้ เกิดจากพยานคอยหลบหลีกหนี รับแล้วไม่มาเสียบ้าง อพยพไปอยู่ที่อื่นบ้าง เมื่อระลึกถึงราษฎรจำพวกนี้มาทว่าจะไกลอารยธรรมก็ควรจะสมเพท จักแก้ความขัดข้องข้อนี้ ข้าพเจ้าเห็นควรยกฐานะศาลแขวงแม่สะเรียง ขึ้นเป็นศาลจังหวัด………" รัฐบาลในสมัยนั้น จึงได้ตราพระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงแม่สะเรียง ศาลแขวงแม่สอด ศาลแขวงตะกั่วป่า และศาลแขวงหลังสวนเป็นศาลจังหวัด เมื่อปี พ.ศ. 2480 เป็นอันว่าศาลแขวงแม่สะเรียงจึงต้องยกเลิกไป ศาลจังหวัดแม่สะเรียงจึงเปิดดำเนินการขึ้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2480 และยังคงอาศัยที่ว่าการอำเภอแม่สะเรียงเป็นที่ดำเนินการไปก่อน
            ต่อมากระทรวงยุติธรรมมีความประสงค์จะจัดหาสถานที่ที่จะตั้งศาล จึงได้มีคำสั่งถึงผู้พิพากษาศาลจังหวัดแม่สะเรียง ให้หาที่ดินที่จะสร้างศาลให้โดยเร็ว หลวงสุนทรมนูกิจ ผู้พิพากษาพร้อมกับพระพิบูลย์บริหาร ข้าหลวงประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน และหลวงพรภารการนายอำเภอแม่สะเรียงได้ร่วมกันพิจารณาเห็นว่าที่ดินเป็นที่นาของนายสม ปัญญาสิง จำนวนเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ราคา 680 บาท และของนายป้าง สุวรรณ เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ ราคา 440 บาท ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เรือนจำที่สร้างใหม่ยังไม่มีถนนที่จะผ่าน แต่นายอำเภอแม่สะเรียงว่าจะตัดถนนในเร็ว ๆ นี้ เมื่อตัดถนนแล้วที่ที่จะซื้อเพื่อสร้างศาลก็จะอยู่ริมถนนตัดใหม่ จึงได้รายงานไปถึงปลัดกระทรวงยุติธรรมขอจัดซื้อที่ดินรายนี้ ทางกระทรวงการคลังก็อนุมัติให้ทำการได้ ที่ดินที่จะสร้างศาลนี้ภายหลังเป็นที่ตั้งศาลจังหวัดแม่สะเรียงในปัจจุบัน
            การทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากนายสม ปัญญาสิง และนายป้าง สุวรรณ เพื่อจะเป็นที่สร้างศาลจังหวัดแม่สะเรียงนี้ ทำขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2480 ทางฝ่ายกระทรวงการคลังมีหลวงสุนทรมนูกิจ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลขณะนั้นเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ลงนามสัญญาเป็นที่เรียบร้อยในวันนั้น โดยมีนายต่วน จันสมบูรณ์ ผู้แทนนายอำเภอแม่สะเรียง เป็นพยานในการลงนามสัญญา ภายหลังจากที่ได้ที่ดินสำหรับสร้างศาลแล้ว ทางกระทรวงยุติธรรมโดยข้าหลวงยุติธรรม มีหนังสือลงวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2481 ถึงผู้พิพากษาศาลจังหวัดแม่สะเรียงว่า กระทรวงยุติธรรมได้อนุญาตจัดสรรเงินสำหรับสร้างศาลจังหวัดแม่สะเรียงแล้วในวงเงิน 5,000 บาท การสร้างอนุโลมใช้ตัวไม้ในพื้นเมืองซึ่งหวังในทางประหยัดให้อยู่ในวงเงินก่อสร้าง ได้จัดส่งแบบแปลนและรายการมาด้วย เพื่อให้ผู้พิพากษาศาลจังหวัดแม่สะเรียงดูว่าสมควรจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างใดบ้าง ให้เพียงพอแก่การที่จะประกวดราคารับเหมาก่อสร้างโดยใช้วัตถุสัมภาระตามสภาพท้องถิ่นที่สมควร แบบแปลนที่จะสร้างศาลนี้มีรายการโดยย่อถึงรูปลักษณะว่าเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ใต้ถุนตีฝาตั้งโดยรอบมีขนาดกว้าง 15 เมตร ยาว 18 เมตร มีมุขยื่นออกทางด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนสูงจากพื้นดินถึงพื้นศาล 1 เมตร จากพื้นถึงเพดาน 4 เมตร เดี่ยวสูงของหลังคา 4.15 เมตร นอกจากตัวอาคารศาลแล้วยังก่อสร้างเรือนขังและที่พักพยานไว้ในบริเวณศาลด้วย
            จากแบบแปลนเรือนไม้ที่จะสร้างศาลและเรือนขังและที่พักพยาน ถ้าคิดคร่าว ๆ ในราคาปัจจุบันก็คงจะไม่ต่ำกว่าวงเงินหลายแสนบาท แต่ในสมัยนั้นทางการมีวงเงินงบประมาณให้ก่อสร้างเพียง 5,000 บาท ค่าของเงินในสมัยปี พ.ศ. 2481 นั้นก็ยังนับว่าสูง แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะสร้างศาลได้ตามแบบแปลนได้ หลวงสุนทรมนูกิจผู้พิพากษาขณะนั้นได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเงินก่อสร้างไม่พอ จึงได้มีหนังสือแจ้งไปยังข้าหลวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2481 มีเนื้อความว่า "ตามแบบแปลนการก่อสร้างศาลจังหวัดแม่สะเรียงที่ส่งไปนั้น ข้าพเจ้าได้พิจารณาเทียบเคียงกับเงินงบประมาณที่อนุญาต 5,000 บาท เห็นว่าจะกระทำได้ยาก เพราะเหตุว่าสิ่งของต่าง ๆ ที่จะนำมาประกอบในการก่อสร้างนี้แพงกว่าที่อื่นถึงเท่าตัว แม้แต่สิ่งของที่มีในท้องถิ่นนี้ เช่น ไม้และเสาเป็นต้น ก็แพงกว่าที่อื่น ตลอดถึงแรงงานที่จะจ้างก็มีราคาสูง และข้าพเจ้าคิดว่าใช้แต่เฉพาะแต่จะสร้างตัวศาล เรืองขังและที่พักพยานเท่านั้นเมื่อไร ยังต้องเจียดเงินจำนวนนี้ออกมาทำการปรับพื้นที่ และทำรั้วกับขุดคูรอบบริเวณพื้นที่ เพื่อฤดูฝนที่ตกมาคั่งค้างอยู่ตามพื้นที่บริเวณศาลจะได้ไหลลงสู่คู ทั้งจะต้องสร้างส้วมสำหรับประชาชนและข้าราชการที่มาศาล เมื่อเป็นดังนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าตามจำนวนเงินที่กล่าวแล้ว น่าจะหาผู้ประกวดราคารับเหมาทำการก่อสร้างได้ยาก ประกอบกับในท้องถิ่นในอำเภอแม่สะเรียงนี้ไม่มีผู้รับเหมาทำการก่อสร้างโดยเฉพาะ ดังเช่นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางการอำเภอจะสร้างโรงเรียนประจำอำเภอ ประกาศหาผู้ประกวดราคารับเหมาะก็ไม่มีผู้มาประกวดต้องจ้างโดยเฉพาะ แต่ครั้นข้าพเจ้าจะลดและเปลี่ยนแปลงส่วนต่าง ๆ ตามแบบแปลนที่ส่งไปนั้น ก็น่าเสียดายที่จะขาดความสง่าผ่าเผย ทั้งจะขาดคุณภาพความแข็งแรงมั่นคง ตามเหตุผลที่เรียนมานี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าจะมีทางแก้ไขได้ คือ ในบัดนี้ทางกรมราชทัณฑ์ได้ส่งพัศดี ซึ่งมีความรู้ในการก่อสร้างมาทำการก่อสร้างเรือนจำอำเภออยู่ ถ้าหากทางการจะพูดตรงเป็นเชิงขอร้องและจ้างกลาย ๆ ไปยังกรมราชทัณฑ์ เพื่อให้ช่วยจัดการก่อสร้างให้ซึ่งเป็นราชการเหมือนกัน ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะเป็นผลสำเร็จตามคุณภาพ ในแบบแปลนดังกล่าว หาผู้รับเหมาทำการก่อสร้างหากำไรโดยเฉพาะ………" ปรากฏว่าจากแนวความคิดของท่านนี้เอง กระทรวงยุติธรรมจึงได้ติดต่อกับกรมราชทัณฑ์ให้ทำการรับเหมาก่อสร้างศาลจังหวัดแม่สะเรียงซึ่งผลก็เป็นอันตกลงกัน ให้กรมราชทัณฑ์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างตามความเห็นของหลวงสุนทรมนูกิจ ดังนั้นพัศดีเรือนจำอำเภอแม่สะเรียง คือ ร.ท. เล็ก บุนนาค จึงเป็นผู้แทนกรมราชทัณฑ์ในการดำเนินการรับเหมาก่อสร้างศาลจังหวัดแม่สะเรียงในวงเงินงบประมาณ 5,000 บาท ทำสัญญารับเหมาก่อสร้างกันเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2481 โดยมีข้อความว่าจะเริ่มสร้างในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2482 และจำต้องทำให้แล้วเสร็จเรียบร้อยใน พ.ศ. 2482 โดยทางกระทรวงยุติธรรมได้จ่ายเงินค่ารับเหมาให้กรมราชทัณฑ์ทั้งสิ้นก่อนจะลงมือก่อสร้าง เป็นอันว่าทุกอย่างก็พร้อมที่จะก่อสร้างศาลได้
            แต่เหตุการณ์หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ทางกรมราชทัณฑ์โดย ร.ท. เล็ก บุนนาค หาได้ลงมือก่อสร้างศาลตามกำหนดไว้ในสัญญาประการใด จนกระทั่งเวลาต่อมาถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2482 ทางข้างหลวงยุติธรรมภาคเหนือจึงมีหนังสือถึงผู้พิพากษาศาลจังหวัดแม่สะเรียง สอบถามเรื่องก่อสร้างว่าได้ดำเนินการไปแค่ไหนเพียงใด และขอให้ผู้พิพากษาศาลจังหวัดแม่สะเรียงรายงานการก่อสร้างศาลไปให้ทราบเป็นระยะ ๆ ในเวลาอันควรตลอดไป ถ้าหากมีการล่าช้าก็ให้เตือนผู้รับเหมาให้เร่งรัด ผู้พิพากษาหลวงสุนทรมนูกิจ ได้ติดต่อกับเรือนจำอำเภอแม่สะเรียงผู้รับเหมาเตือนว่าเท่าที่ได้ตรวจดู ไม่ปรากฎว่าทางพัศดีเรือนจำได้ลงมือทำการก่อสร้างตามสัญญาแต่ประการใด กะประมาณดูแล้วเห็นว่าไม่สามารถจะสร้างให้เสร็จตามกำหนดได้ ขณะนั้นเวลาล่วงตกมาถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2482 แล้ว จึงขอให้ทางพัศดีรีบเร่งทำการต่อไปตามสัญญา ปรากฎว่าการก่อสร้างศาลก็มีอุปสรรคอย่างมากรวมทั้งเหตุที่ผู้รับเหมาป่วยเจ็บต้องไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ ซึ่งสมัยนั้นต้องใช้เวลาเดินทางเป็นแรมเดือนทีเดียว จนกระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2484 ร.ท. เล็ก พัศดีคนเดิมย้ายไปรับราชการที่เรือนจำกองลหุโทษ พัศดีเรือนจำอำเภอแม่สะเรียงคนใหม่ก็ไม่สามารถทำงานต่อได้ เพราะเงินค่ารับเหมา 5,000 บาท ร.ท. เล็ก ได้เบิกจ่ายไปก่อนแล้ว (หนังสือเรือนจำกลางแม่สะเรียงที่ 30/2484 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2484 ถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดแม่สะเรียง) ทางพัศดีผู้มารับหน้าที่ใหม่จึงไม่ทราบจะดำเนินการต่อไปได้อย่างไร ทั้งไม่มีเครื่องอุปกรณ์การปลูกสร้างด้วย แต่ทางเรือนจำอำเภอแม่สะเรียงก็มิได้นิ่งนอนใจ จะได้รายงานเหตุการณ์ไปยังผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนทราบ เพื่อรายงานกรมราชทัณฑ์โดยเร็วแล้ว ปรากฎว่าทางกระทรวงยุติธรรมเองก็หาได้นิ่งนอนใจในเหตุแห่งความล่าช้านี้เช่นกัน จึงได้แจ้งไปยังกรมราชทัณฑ์เพื่อขอสั่งงานรายนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพราะเวลาล่วงมาจนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2484 แล้ว งานก็ยังไม่แล้วเสร็จ ผลก็คือกรมราชทัณฑ์ โดยอธิบดีกรมราชทัณฑ์มีหนังสือถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ 2864/2484 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2484 ขอแสดงความรู้สึกเสียใจในความล่าช้าและเร่งรัดให้ ร.ท. เล็ก บุนนาค ผู้ควบคุมดำเนินการก่อสร้างมาแต่ต้นมาชี้แจงเหตุผลได้ความว่า การล่าช้าเป็นเพราะ ร.ท. เล็ก ป่วยต้องมารักษาตัวที่กรุงเทพฯ กรมราชทัณฑ์ได้เร่งให้ ร.ท. เล็กได้ดำเนินการก่อสร้างศาลต่อโดยเร็ว และขออภัยในความล่าช้าด้วย แต่การก่อสร้างต่อก็ยังหาได้ลงมือไม่จนล่วงมาถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2485 จึงได้ก่อสร้างต่อ และสร้างจนแล้วเสร็จทำพิธีเปิดศาลได้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2485 อันเป็นวันชาติไทยสมัยนั้นรวมเวลาการก่อสร้างศาลจังหวัดแม่สะเรียงประมาณ 3 ปีเศษ ประชาชนชาวอำเภอแม่สะเรียงจึงได้มีที่ทำการศาลเรือนไม้อันสง่าไว้เป็นที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมสืบไป
            อาคารศาลจังหวัดแม่สะเรียงได้ใช้งานติดต่อกันมาเป็นเวลานานถึง 28 ปี ลุถึงปี พ.ศ. 2513 ทางกระทรวงยุติธรรมจึงได้จัดสรรเงินงบประมาณก่อสร้างอาคารศาลใหม่ เป็นแบบหลังคาทรงไทย ขนาด 5 บัลลังก์ พร้อมทั้งบ้านพักผู้พิพากษาหัวหน้าศาล 1 หลัง บ้านพัก
ผู้พิพากษา 1 หลัง และบ้านพักจ่าศาล 1 หลัง การก่อสร้างได้ลงมือเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2513 และแล้วเสร็จลงในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2514 จึงเป็นอาคารที่ใหญ่โตงามสะดุดตากว่าอาคารใดในอำเภอแม่สะเรียง ปัจจุบันนี้ศาลจังหวัดแม่สะเรียงมีเขตอำนาจครอบคลุมอำเภอแม่สะเรียง อำเภอแม่ลาน้อย และอำเภอสบเมย

            สถานที่ตั้ง ศาลจังหวัดแม่สะเรียง THE MAE SARIANG PROVINCIAL COURT
ถนนเวียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 58110 โทร. 0-5368-1297
            E - mail : msrc5.2@judiciary.go.th

ยินดีต้อนรับสู่ ... พิพิธภัณฑ์ศาลไทย (Court Museum of Thailand)
กลับหน้าแรก