พระยาเทพวิทุรพหุลศรุตบดี

                           พระยาเทพวิทุรพหุลศรุตบดี มีนามเดิมว่า บุญช่วย วณิกกุล เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2432 ที่บ้านใกล้วัดบพิตรภิมุข เขตจักรวรรดิ์ กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของนายแสงและนางชื่น ท่านได้สมรสกับคุณหญิงเทพวิทุรฯ (นามเดิม
เอื้อม โชติกเสถียร) ธิดาพระยาทิพย์โกษา (โต
โชติกเสถียร) และคุณหญิงกุหลาบ ทิพย์โกษา มีบุตรธิดาด้วยกันรวม 5 คน คือ นายโอบบุญ วณิกกุล คุณหญิงอ้อมบุล สิงหลกะ นางอุ้มบุญ วณิกกุล คุณหญิงอิงบุญ กมลนาวิน นายอาบบุญ วณิกกุล
                          พระยาเทพวิทุรฯ เป็นผู้ที่มีประวัติการศึกษาที่ดีเด่นยากที่จะหานักกฎหมายในสมัยนั้นเทียบเคียงได้ ท่านเริ่มต้นศึกษาวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบแล้วไปเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่โรงเรียนราชวิทยาลัย สอบไล่ได้ชั้น 6 เมื่ออายุเพียง 13 ปี 10 เดือน ท่านสอบได้ทุนเล่าเรียนหลวงได้เป็นอันดับที่ 1 แต่ท่านก็ได้สละสิทธิ์และสมัครเข้าเรียนเป็นนักเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2446 เพื่อศึกษากฎหมายไทยซึ่งขณะนั้นท่านได้รับราชการอยู่ในกองล่าม กระทรวงยุติธรรมด้วย ท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านวิชาการและการปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างดียิ่งเป็นที่ปรากฏ กระทรวงยุติธรรมจึงส่งท่านไปศึกษาวิชากฎหมายต่อ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พร้อมกับพระยา
มโนปกรณ์นิติธาดา บรรพตุลาการผู้มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย เมื่อพระยาเทพวิทุรฯ ได้เดินทางไปประเทศอังกฤษในตอนแรกได้เข้าศึกษากับอาจารย์กวดวิชาซึ่งจัดหาให้เป็นพิเศษในสำนักมิสเตอร์ อี.เอช.คูม ต่อมาท่านได้เข้าเป็นนักศึกษากฎหมายและสมาชิกสำนักเกรสอินน์ (GRAY’ s Inn) ท่านสอบไล่ได้ทำคะแนนเป็นเยี่ยม ได้รับเกียรตินิยมชั้นที่ 1 ได้รับรางวัลเป็นเงิน 50 ปอนด์ และได้เป็นเนติบัณฑิตอังกฤษเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2452
                          พระยาเทพวิทุรฯ มีประวัติการทำงานดีเด่น ท่านได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ในกระบวนการยุติธรรมหลายตำแหน่งทั้งในฐานะข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง หลังจากที่ท่านสำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษแล้ว ได้กลับมาประเทศไทยและได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาในกองข้าหลวงพิเศษ ด้วยความสามารถรอบรู้ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของท่าน ท่านจึงได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้ดำรงตำแหน่ง
ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ข้าหลวงพิเศษยุติธรรม กรรมการศาลฎีกา อธิบดีกรมอัยการ และเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2471 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งอธิบดีศาลฎีกา (ประธานศาลฎีกา)
                          ชีวิตการทำงานในฐานะเป็นข้าราชการการเมือง เกิดขึ้นภายหลังที่ประเทศไทยมี
การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยได้ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2476 ท่านได้กราบถวายบังคมทูลขอลาออกจากตำแหน่ง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพร้อมคณะรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ทั้งคณะ รวมเวลาที่ท่านรับ
ราชการได้ทั้งหมด 29 ปี 11 เดือน ท่านเป็นเสนาบดีคนสุดท้ายและเป็นรัฐมนตรีคนแรกของกระทรวงยุติธรรม

ผลงาน
                          ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการร่างประมวลกฎหมาย ทำหน้าที่ยกร่างประมวลกฎหมายต่าง ๆ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นกรรมการชำระประมวลกฎหมาย เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรุ่นแรก เป็นอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแรก พ.ศ. 2475 เป็นสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการร่าง
รัฐธรรมนูญ กรรมาธิการแปรญัตติ เป็นประธานคณะกรรมาธิการจัดระเบียบวาระการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายที่สำคัญ ๆ ของประเทศอีกหลายฉบับ
                          ด้านการศึกษาท่านได้เป็นครูสอนกฎหมายในโรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2452 – พ.ศ. 2469 เป็นระยะเวลา 17 ปี เป็นกรรมการสอบไล่กฎหมาย ตั้งแต่ พ.ศ. 2452 – พ.ศ. 2466 และ พ.ศ. 2469 รวม 15 ปี เป็นผู้จัดการโรงเรียนกฎหมายของกระทรวง
ยุติธรรม ตั้งแต่ พ.ศ. 2454 – พ.ศ. 2466 รวม 12 ปี ในปี พ.ศ. 2456 เป็นกรรมการในสภาจัดการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ปี พ.ศ. 2461 เป็นกรรมการเนติบัณฑิตยสภา ในปี พ.ศ. 2469 เป็นกรรมการสภานิติศึกษา ในปี พ.ศ. 2469 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกเนติบัณฑิตยสภา
                          ท่านได้แต่งตำรากฎหมายไว้หลายเล่ม เช่น
                          - หลักกฎหมายประทุษร้ายส่วนแพ่ง
                          - คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแต่งร่วมกับเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศและพระยา มานวราชเสวี
                          - คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 1 – 240) พ.ศ. 2476
                          - เป็นบรรณาธิการบทระบิลคำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2476
                          ด้วยความเป็นเลิศในด้านกฎหมาย ท่านได้รับฉายาว่า “ตู้กฎหมาย”
                          ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากประเทศไทยได้ประกาศเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท่านเป็น
ผู้พิพากษาศาลทรัพย์เชลย พิจารณาพิพากษาคดีในศาลทรัพย์เชลยเกี่ยวกับการยึดเรือราชศัตรู โดยใช้กฎหมายระหว่างประเทศปรับบทหลายเรื่องและในปี พ.ศ. 2470 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี และเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2471 ท่านได้รับ
พระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นอุปนายกกรรมการองคมนตรีในด้านต่างประเทศ เป็นสมาชิกฝ่ายไทยในคณะอนุญาโตตุลาการถาวร ณ กรุงเฮก ในปี พ.ศ. 2491 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อ พ.ศ. 2492
                          พระยาเทพวิทุรพหุลศรุตบดี ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492
สิริรวมอายุได้ 60 ปี เครื่องราชอิสริยาภรณ์สำคัญที่ได้รับพระราชทาน ได้แก่
                          - ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ
                          - เหรียญรัตนาภรณ์ชั้น 3 ป.ป.ร.
                          - ปรมาภรณ์ช้างเผือก
                          - เหรียญดุษฎีมาลา
                          - เข็มศิลปวิทยา

ยินดีต้อนรับสู่ ... พิพิธภัณฑ์ศาลไทย (Court Museum of Thailand)
กลับหน้าแรก