เจ้าพระยามุขมนตรี
(อวบ เปาโรหิตย์)

เจ้าพระยามุขมนตรี ศรีสมุหพระนครบาลฯ (อวบ เปาโรหิตย์) เกิดวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2419 ตรงกับวันศุกร์ แรม 10 ค่ำ เดือน 7 เป็นบุตรขุนศรีธรรมราช (สมบุญ) และท่านน้อย ถือสกุลมาจากพระยามหาราชครูปุโรหิตาจารย์ (บุญรอด)

ได้ศึกษาวิชาหนังสือไทยที่วัดจักรวรรดิราชาวาส และที่พระตำหนักสวนกุหลาบ เรียนจบประโยค 2 สอบไล่ได้รับรางวัลชั้นที่ 1 และได้รับประกาศนียบัตรชั้นเปรียญพิเศษของคณะศึกษาการปกครอง มณฑลอยุธยาและปราจีน เมื่อ พ.ศ. 2450

เริ่มรับราชการเป็นเสมียนในกระทรวงยุติธรรม เมื่อ พ.ศ. 2435 ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ 20 บาท ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็น นายเวรกรมรับฟ้องกระทรวงยุติธรรม ภายหลังเป็นผู้ช่วยยกกระบัตรศาลโปริสภาที่ 1 ถึง พ.ศ. 2439 ต่อมาได้อุปสมบทในสำนักวัด
เทพศิรินทราวาส โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากลาสิกขาแล้ว ได้เข้ารับราชการ ในกระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งเสมียนจัตวา ท่านรับราชการด้วยความวิริยะ อุตสาหะ เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เป็นผู้ตรวจราชการมณฑลกรุงเก่า จนกระทั่งเป็นข้าหลวงประจำจังหวัดอ่างทอง เมื่อ พ.ศ. 2442 ซึ่งขณะนั้นมีอายุได้เพียง 23 ปี ท่านได้ศึกษาวิชาการปกครองจนมีความรู้ได้เป็นครูคนแรกของโรงเรียนปกครองมณฑลกรุงเก่า และได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น หลวงพัฒนกิจวิจารณ์ เมื่อ พ.ศ. 2440 เป็นข้าหลวงมหาดไทยมณฑลกรุงเก่า เป็นผู้ว่าราชการเมืองอ่างทอง มีบรรดาศักดิ์เป็น พระวิเศษไชยชาญ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมณฑลฝ่ายเหนือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นเป็นพระยาอินทรวิชิต ภายหลังได้เข้ารับราชการในกระทรวง เป็นที่พระยาจ่าแสนยบดีเจ้ากรมพลำพังแล้วเลื่อนเป็น พระยากำแหงสงคราม ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครราชสีมา ได้พระราชทานพานทองเป็นเกียรติยศ

ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาราชนกูลวิบูลยภักดีพิริยพาห ตำแหน่งปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย ภายหลัง พระยาราชนกูลวิบูลยภักดีฯ ได้ว่าราชการแทนสมุหเทศาภิบาลมณฑลปราจีน ในปี พ.ศ. 2458 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เป็นองคมนตรี และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นอุปราชมณฑลภาคอีสาน ไปรับราชการที่หัวเมืองอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ คราวที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบหัวเมืองฝ่ายเหนือไปจนถึงมณฑลภาคพายัพ พระยาราชนกูลได้เสด็จรับใช้ใกล้ชิดตามหน้าที่ ได้ทรงคุ้นเคย ชอบพอพระราชอัธยาศัย ต่อมาเมื่อตำแหน่งสมุหพระนครบาลหัวหน้าพนักงานการปกครองท้องที่มณฑลราชธานีว่างลง ทรงพระราชดำริเห็นว่า

พระยาราชนกูลมีสติปัญญาสามารถควรแก่ตำแหน่งอันสำคัญ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสมุหพระนครบาล กลับเข้ามารับราชการ ในกรุงเทพฯ พระยาราชนกูลได้รับราชการด้วยความวิริยะ อุตสาหะ มีความรู้ความสามารถ เมื่อรับราชการตำแหน่งใดก็ทำความเจริญ เป็นผลดีเป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่ทางราชการ แม้ในราชการจร เช่น เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้แทนรัฐบาลสยาม ณ คณะข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศส – สยาม ประจำแม่น้ำโขง ปรึกษาระเบียบการชายแดนกับข้าหลวงฝรั่งเศส ก็ได้ปฏิบัติราชการได้อย่างเรียบร้อย สมดังพระราชประสงค์ มีสติปัญญาพิจารณาดำเนินงานราชการในหน้าที่ได้โดยแยบคาย อุบายที่ชอบ เอาใจใส่ดูแลเกื้อกูลประชาราษฎร์ ให้ปราศจากทุกข์ บำรุงสุข มีเมตตา มีความสุจริต เที่ยงธรรม สมหน้าที่ข้าราชการผู้มีความภักดี มีอัธยาศัยเรียบร้อยเป็นที่นิยม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการมา ณ บัณฑูรสุรสิงหนาท ดำรัสสั่งให้สถาปนา พระยาราชนกูลวิบูลยภักดีพิริยพาห ขึ้นเป็นเจ้าพระยา มีราชทินนามว่า เจ้าพระยามุขมนตรี ศรีสมุหนครบาล ราชบทบาลยมหาสวามิภักดิ์ ฯลฯ

เจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิตย์) ถึงอสัญกรรมเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2476 อายุ 58 ปี ท่านเป็นต้นสกุล เปาโรหิตย์

ยินดีต้อนรับสู่ ... พิพิธภัณฑ์ศาลไทย (Court Museum of Thailand)
กลับหน้าแรก