ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค

            ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค ได้รับสิ่งดี ๆ มาจากบรรพบุรุษทางฝ่ายบิดาต้นตระกูล “บุนนาค” และบรรพบุรุษทางฝ่ายมารดาตระกูล “เวภาระ” ได้รับการเลี้ยงดูหล่อหลอมปลูกฝังให้รักความยุติธรรม ขุนหลวงพระยาไกรสี (เปล่ง เวภาระ) เป็นตาของท่าน และพระสุทธิสารวินิจฉัย (มะลิ บุนนาค) เป็นบิดา ท่านทั้งสองต่างเป็นนักกฎหมายและรับราชการเป็น ผู้พิพากษาอยู่ในกระทรวงยุติธรรม เป็นแรงผลักดันให้ท่านศึกษาวิชากฎหมาย เพื่อมีโอกาสรับใช้สังคมส่วนรวมในด้านความยุติธรรม ขุนหลวงพระยาไกรสี (เปล่ง เวภาระ) เป็นคนไทยคนแรกที่ไปเรียนกฎหมายสำเร็จเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษ จากสำนักมิดเดิลเทมเปิลแห่งกรุงลอนดอน เมื่อปี 2430 (เป็นมาตั้งแต่ก่อนสมัยเสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายและการศาลไทยปัจจุบัน) และได้รับพระราชทางเงินรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเงิน 50 ปอนด์ เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยแล้วได้เข้ารับราชการเป็นที่ปรึกษากฎหมายในกรมท่า ซึ่งเป็นกรมว่าการต่างประเทศ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงรัตนาญัป์ติทำหน้าที่ร่างหนังสือโต้ตอบกับบรรดาราชทูตต่าง ๆ
ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2434 แล้ว จึงได้ย้ายมารับราชการในกระทรวงยุติธรรมในตำแหน่งเจ้ากรมสารบบ และอีก 2 ปีต่อมาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้ากรมอัยการ หรืออธิบดีกรมอัยการคนแรกของเมืองไทย ขณะนั้นสังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม และได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นถึงขุนหลวงพระยาไกรสี สุภาวภักดี ศรีมนธาตุราช อำมาตยคณาการ ซึ่งเป็นราชทินนามตำแหน่งลูกขุนอันมีมาแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งปรากฏในกฎหมายตราสามดวง
ขุนหลวงพระยาไกรสีได้กราบบังคมทูลถวายความเห็นต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นในปี พ.ศ. 2439 เพื่อบ่มเพาะผู้ที่จะ
มาทำหน้าที่เป็นตุลาการเหมือนที่ประเทศอียิปต์ได้ทำมาแล้ว โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุนหลวงพระยาไกรสียกร่างพระราชบัญญัติจัดการโรงเรียนกฎหมาย และแปลร่างนั้นเป็นภาษาอังกฤษเพื่อปรึกษาร่วมกันกับเจ้าพระยาอภัยราชา (ดร.โรแลง ยัคมินส์) ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินสยามสมัยนั้น
ที่สุดได้จัดตั้งโรงเรียนกฎหมายเป็นผลสำเร็จ และขุนหลวงพระยาไกรสีได้เป็นอาจารย์สอนกฎหมายชุดแรกของเมืองไทย ร่วมกับกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เปิดสอนที่ห้องเสวยซึ่งอยู่ติดกับห้องเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม คือกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เมื่อมีนักเรียนเพิ่มจำนวนมากขึ้นจึงได้ย้ายไปที่ตึกสัสดีหลังกลาง ซึ่งเป็นที่ทำการเนติบัณฑิตยสภา และศาลพระราชอาญาในสมัยต่อมา ถึงเวลาสอบไล่ก็ไปสอบกับที่ระเบียงวัดพระแก้ว

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2540 พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เสด็จขึ้นไปประทับอยู่บนบัลลังก์พิพากษาในศาลพระราชอาญา ทรงอ่านประกาศตราตั้งซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ “ขุนหลวงพระยาไกรสีสุภาวภักดิ์ เปนอธิบดีผู้พิพากษาศาลพระราชอาญา ถือศักดินา 5,000 เพื่อจะได้ช่วยระงับคะดีของราษฎรให้เปนคุณเปนประโยชน์แก่บ้านเมือง จงประพฤติให้ต้องตามพระราชกำหนดกฎหมายเก่าใหม่ แลจงฟังคำบังคับบัญชาเสนาบดี กระทรวงยุติธรรม ในที่ชอบด้วยราชการ จงเว้นการควรเว้น หมั่นประพฤติการควรประพฤติ ให้สมควรแก่ตำแหน่งทุกประการ จงเจริญศุขสวัสดิ์รับราชการตามตำแหน่งตั้งแต่บัดนี้ไปเทอญ” พร้องลงลายพระราชหัตถเลขา จุฬาลงกรณ์ ป,ร,และประทับพระราชลัญจกร
ขุนหลวงพระยาไกรสี เป็นกำลังสำคัญแก่ราชการศาลยุติธรรมทั้งในด้านวิชาการความเฉลียวฉลาดและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นอย่างมาก เพราะผู้ที่มีความรู้ในทางกฎหมายตามแบบใหม่ในสมัยนั้นหาได้ยาก มีหลักฐานปรากฏตามลายพระหัตถ์ลับเฉพาะของกรมหลวงราชบุรีฯ ลงวันที่ 10 กันยายน 2443 กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงการที่จะแต่งตั้งผู้พิพากษาในศาลฎีกาว่า
“ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่ายังมีนักกฎหมายที่มีแววปราดเปรื่องอยู่ผู้หนึ่ง ควรจะเสริมจำนวนผู้พิพากษาในศาลฎีกา จำเป็นต้องคัดเลือกแต่งตั้งจากผู้ที่เป็นนักวิชาการรอบรู้โดยเฉพาะและมีประสบการณ์หลาย ๆ ปี ข้าพระพุทธเจ้าใคร่ขอพระราชทานพระกรุณาเสนอแนะพระยาไกรสีซึ่งสามารถจะช่วยระแวดระวังงานที่ข้าพระพุทธเจ้ากระทำอยู่”

นอกจากนี้ขุนหลวงพระยาไกรสียังเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระบรมราชินีนาถในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมาก ถึงกับพระราชทานชื่อบุตรสาวของขุนหลวงพระยาไกรสีตามพระนามาภิไธยของพระองค์ว่า “ผ่องศรี” ก็คือมาราดาของศาสตราจารย์มารุต บุนนาค “เสาวภาผ่องศรี บรมราชินีนาถ ขอตั้งนามบุตรีที่ 2 ของขุนหลวงพระยาไกรสี ซึ่งทองคำเปนมารดา ให้มีนามตามท้ายชื่อของเราว่า “ผ่องศรี” ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม รัตนโกสินทรศก 116”
ขุนหลวงพระยาไกรสีสิ้นชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2444 (ตรงกับ ร.ศ. 120) แต่ยังไม่ได้มีการจัดการศพตามประเพณี เพราะไม่มีผู้ใดทราบว่าศพได้นำไปเก็บไว้ที่ใด เนื่องจากคุณหญิงทองคำ
ผู้เป็นภรรยาของขุนหลวงพระยาไกรสีและเป็นยายของศาสตราจารย์มารุต บุนนาคไม่เคยบอกผู้ใดทราบ แม้แต่มารดาของศาสตราจารย์มารุตซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 4 ขวบ ในขณะที่ขุนหลวงพระยาไกรสีถึงแก่อนิจกรรม
ภายหลังมารดาของศาสตราจารย์มารุตก็ถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. 2477 ในขณะที่บุตรทุกคนยังอยู่ในวัยเยาว์ ส่วนคุณพระสุทธิสารวินิจฉัยผู้เป็นบิดาของศาสตราจารย์มารุต บุนนาค แม้จะมีชีวิตยืนยาวจนถึง ปี พ.ศ. 2520 ก็ไม่มีโอกาสรับทราบเช่นเดียวกัน ด้วยบิดาได้สำเร็จวิชากฎหมายเป็นเนติบัณฑิตไทยเมื่อปี พ.ศ. 2456 ขณะนั้นอายุเพียง 17 ปี และรับราชการอยู่ในกระทรวงยุติธรรมจนถึงปี พ.ศ. 2467 จึงได้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาศาลพระราชอาญา เมื่อมีอายุเพียง 28 ปี ด้วยสุขภาพไม่สมบูรณ์เนื่องจากป่วยทางระบบสมอง ไม่สามารถจำเรื่องราวใด ๆ ได้ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของบุตรจนวาระสุดท้ายของชีวิต
ท่านผู้หญิงดุษฎี มาลากุล ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าพระยามหิธร (อดีตเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมและเคยรับราชการร่วมกับขุนหลวงพระยาไกรสีที่ศาลพระราชอาญาในสมัยหนึ่ง) ปรารภว่า ศพของขุนหลวงพระยาไกรสียังไม่ได้ดำเนินการตามประเพณี แต่ไม่มีใครทราบว่าเก็บไว้ ณ ที่ใด คำปรารภนี้ทำให้ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค ไม่สบายใจมากด้วยมีความสำนึกในฐานะที่เป็นบุคคลชั้นหลานจะต้องมีความกตัญญูกตเวทีจัดการพิธีศพให้ แต่ยังไม่สามารถทำได้จนมีการจัดงานฉลองครบรอบ 200 ปีกรุงรัตนโกสินทร์ ระหว่างวันที่ 4-21 เมษายน 2525

จึงได้นำภาพบุคคลสำคัญในวงการศาลยุติธรรมในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มาแสดงให้ประชาชน ได้ชม กระทรวงยุติธรรมได้มอบหมายให้นายทวี กสิยพงศ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และเลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาเป็นประธานอนุกรรมการดำเนินการ ได้มีการขอรูปภาพของขุนหลวงพระยาไกรสีมาจัดแสดงให้ ประชาชนชมในฐานะที่ท่านเป็นคนไทยคนแรกที่สำเร็จเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษ เป็นอธิบดีกรมอัยการคนแรกของเมืองไทยและอธิบดีศาลพระราชอาญาในสมัยรัชกาลที่ 5 พร้อมทั้งบรรยายใต้ภาพขุนหลวงพระยาไกรสีด้วยว่า มีศักดิ์เป็นคุณตาของ ฯพณฯ มารุต บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในปัจจุบัน
นายทวี กสิยพงศ์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักศึกษาเตรียมธรรมศาสตร์รุ่น 5 ห้องเดียวกับมารุต บุนนาค การเรียนในสมัยนั้นต้องขยันเพราะอยู่ในช่วงสงคราม ตำราหายากมาก ใครมีตำราต้องนำมาแบ่งปันกันอ่าน เป็นเหตุให้ต้องรวมกันไปดูหนังสือตามบ้านเพื่อน และติวให้กันเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ด้วยน้ำใสใจจริงและไมตรีที่ดีต่อกัน ด้วยเหตุนี้เพื่อน ๆ จึงได้เห็นหนังสือที่บ้านมารุต มีตำรากฎหมายเก่า ๆ ที่สะสมไว้จากบรรพบุรุษ ตำราขุนหลวงพระยาไกรสี ตำราของคุณพระสุทธิสารวินิจฉัย
หลายปีต่อมาเมื่อนายมารุต บุนนาคได้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้
แต่งตั้งให้นายทวี กสิยพงศ์ เป็นประธานอนุกรรมการจัดนิทรรศการทางการศาลของกระทรวง
ยุติธรรมในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ด้วยเหตุนี้ที่ศาลแพ่งและศาลฎีกาซึ่งเป็นสถานที่
จัดแสดงนิทรรศการ 200 ปี ของกระทรวงยุติธรรมในครั้งนั้นมีประชาชนเข้ามาชมกันอย่าง
เนืองแน่น ไม่ต่างไปจากการชมภาพยนตร์ดี ๆ เรื่องหนึ่ง แล้วมีประชาชนคนหนึ่ง มาขอเข้าพบ ฯพณฯ มารุต บุนนาค ยืนยันว่า “ศพของขุนหลวงพระยาไกรสีซึ่งเป็นคุณตาของท่านนั้นยังเก็บอยู่ที่วัดกัลยาณ์ ยังไม่ได้เผาจนบัดนี้”
รมต.มารุตจึงได้ชักชวนให้นายทวี กสิยพงศ์ ไปดูโลงศพพร้อมกัน ปรากฏตัวอักษรซึ่งจารึกอยู่ที่โลง แม้จะเป็นตัวอักษรที่เก่าคร่ำคร่ามานานปีก็ยังพออ่านออกว่าเป็นชื่อ ขุนหลวงพระยาไกรสี (เปล่ง) ไม่ผิดเพี้ยน ภายในโลงมีโครงกระดูกรูปร่างสูงใหญ่ เนื้อหนังมังสาผุพังกลายเป็นดินหมดแล้วเหลือเพียงแต่กระดูกให้เห็นเท่านั้น
ความจริงก็คือศพของขุนหลวงพระยาไกรสีผู้เป็นยอดนักกฎหมายคนหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ข่าวนี้ปรากฏเป็นข่าวดังขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐติดต่อกันหลายวัน เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่น่าปลาบปลื้มใจเมื่อท่านเจ้าคุณตาขุนหลวงพระยาไกรสีซึ่งสิ้นชีวิตไปแล้วถึง 80 ปี ได้มีโอกาสมาร่วมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 200 ปี กับหลานชาย ฯพณฯ มารุต บุนนาคซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในปัจจุบันได้
วิญญาณอันบริสุทธิ์ของขุนหลวงพระยาไกรสี ปรมาจารย์ทางกฎหมายให้หลานชายที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมขณะนั้นพบกับร่างอันเหลืออยู่ของคุณตา และได้มีโอกาสมาจัดงานบำเพ็ญกุศลเพื่อคุณตาสมภาคภูมิยิ่ง และยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานหีบทองลายสลัก และฉัตรเบญจาเป็นเกียรติยศด้วย
บิดาศาสตราจารย์มารุต บุนนาค คือพระสุทธิสารวินิจฉัย มารดาคือ นางผ่องศรี บุนนาค มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน พี่ชายชื่อ ร.ต. จิรายุวัต บุนนาค พี่สาวชื่อ ลาลีวัลย์ บุนนาค และท่านมารุตเป็นน้องชายคนสุดท้อง ชื่อมารุตมีความหมายว่า “Lord of the Wind” หรือเจ้าแห่งพายุ ด้วยวันที่เกิดนั้นมีลมมรสุมอย่างแรง
สมัยที่เป็นเด็กชายมารุต บุนนาค ใฝ่ฝันที่จะเป็นนายทหาร แต่มีญาติผู้ใหญ่ดูลายมือให้ว่าเติบโตจะเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงมาก จึงหันมาสนใจด้านภาษาไทย ภาษาอังกฤษโดยตั้งเป้าหมายจะเรียนวิชากฎหมายเป็นผู้พิพากษา เจริญรอยตามบรรพบุรุษ
เมื่อเรียนจบจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ก็เข้าเรียนโรงเรียนเตรียมปริญญารุ่น 5 (ตมธก รุ่น 5) ในปี 2485-2486 สองปีกับหลักสูตรเตรียมปริญญา เรียนกฎหมายเบื้องต้น ภาษาฝรั่งเศส ภาษาลาติน ดนตรีและปรัชญา ท่านมารุต บุนนาค ระหว่างเรียนก็รับราชการเป็นข้าราชการชั้นจัตวาในกรมปศุสัตว์กระทรวงเกษตรฯ เป็นนักกีฬารักบี้เสื้อสามารถทุ่มเทเวลาฝึกซ้อมจนเป็นดาวเด่นคนหนึ่งของทีมรักบี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในปี 2491 มารุตตัดสินใจสอบเข้ารับราชการในกระทรวงยุติธรรม เป็นข้าราชการชั้นตรีในตำแหน่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กองบังคับคดีล้มละลาย (เป็นชื่อในขณะนั้น) ขณะเดียวกันมารุตเรียนต่อปริญญาโทคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหัวหน้าคณะปริญญาโทและปริญญาเอกด้วย จุดมุ่งหมายขณะนั้นที่ตัดสินใจเรียนต่อเพื่อจะสอบเป็นผู้พิพากษาเจริญรอยตามบรรพบุรุษ ต่อมาเกิดเหตุการณ์ผันผวนทางการเมืองหลายครั้ง
มารุตตัดสินใจลาออกจากกระทรวงยุติธรรมเพื่อจะยึดอาชีพทนายความหลังจากที่ได้ประสบการณ์การทำงานเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ครบ 4 ปี พอดี เริ่มต้นทำงานเป็นทนายความที่สำนักงานมณีรัตน์ ซึ่งเป็นของคุณเพี้ยน มณีรัตน์ ทนายอาวุโส และมีชื่อเสียงในขณะนั้น มารุต ถือหลักหน้าที่ของทนายความคือ การทำความจริงให้ปรากฏเพื่อความยุติธรรม ทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตน พูดจาสุภาพเรียบร้อย
ต่อมาได้เปิดสำนักงานทนายความมารุต บุนนาค เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2498
ก่อตั้งสมาคมทนายความเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2500 มีนายกสมาคมคนแรกคือคุณสมนึก เอี่ยมปรีชา มีวาระ 1 ปีแล้วเลือกตั้งใหม่
ต่อมาในปี 2504 – 2520 มารุต บุนนาคได้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้ริเริ่มโครงการช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย ให้มีทนายนั่งประจำให้
คำปรึกษากฎหมายแก่ประชาชนและเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย ทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง โครงการการตั้งคณะกรรมการสัมมนาทางกฎหมาย จัดตั้งคณะกรรมการกิจการต่างประเทศ โดยมารุต บุนนาค รับผิดชอบเป็นประธาน และยังได้รับเลือกให้เป็นมนตรีของเนติบัณฑิตยสภาสากล เคยเป็นนายกสมาคมนักกฎหมายเอเชียและแปซิกฟิก, นายกสมาคมทนายความโลกภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก ทำให้ทนายความได้เดินทางไปต่างประเทศทุกปี ประชุมเนติบัณฑิตยสภาระหว่างประเทศ ประชุมลอว์เอเชีย มีทนายความหลายคนได้เข้าไปเป็นกรรมการขององค์การระหว่างประเทศนับเป็นเกียรติของทนายไทย
ในช่วงศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรม-ศาสตร์ ได้ปรึกษาว่าจะทำอย่างไร ให้นักศึกษาเข้าใจวิชาว่าความมากขึ้น เพราะขณะนั้นไม่มีวิชาบรรยายในหลักสูตร ด้วยเหตุนี้มารุต บุนนาค จึงได้จัดทีมทนายอาวุโสของสมาคมฯ เข้าไปอบรมวิชาว่าความให้กับนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกปี ๆ ปีละ 2 เดือน ถือเป็นรากฐานของการเปิดวิชาว่าความในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2513
มารุต บุนนาค ประสบความสำเร็จในการทำงานเป็นที่น่าพอใจ ทำงานว่าความตั้งแต่
ปี 2495 จนถึงปี 2524 เป็นเวลา 29 ปี จึงหยุดว่าความเพราะมีตำแหน่งทางการเมือง สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ จนได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในปี 2524-26 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปี 2526-29 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2529-31 กลับมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้งในปี 2532-33 เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรและเป็นประธานรัฐสภา ปี 2535-38 และปัจจุบันเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อและเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของพรรคประชาธิปัตย์รวมทั้งเป็นประธานคณะกรรมการกฎหมายของพรรค ได้เขียนบทความแสดงความคิดเห็นทางกฎหมายในหน้าหนังสือพิมพ์และวารสารหลายฉบับ โดยใช้นามปากกาหลายนาม เช่น โดม ณ เวียงดอย รุเธียร ปัญญาธรรม วายุ บุรพาทิศ ตุลย์ ตราชู และนามจริงมารุต บุนนาค
ในปี 2524-2526 ในฐานะที่มารุด บุนนาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติทนายความขึ้นใหม่ มีศาสตราจารย์โสภณ รัตนากร ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน จึงเสนอร่างพระราชบัญญัติทนายความฉบับใหม่ต่อสภาผู้แทนราษฎรในปี 2526 แต่มาสำเร็จใน 2528 ถือเป็นพระราชบัญญัติทนายความที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่มีสภาทนายความปกครองกันเอง
ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค สมรสกับคุณหญิงพันทิพา บุนนาค มีบุตร 2 คน คนโต มฤทุ บุนนาค มอริ สำเร็จวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยฟรีบูค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบันทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในองค์การสหประชาชาติ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีบุตรชาย 1 คน คนเล็ก รุจิระ บุนนาค สำเร็จนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทยของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา สำเร็จปริญญาโทกฎหมายระหว่างประเทศ 2 ปริญญา ที่มหาวิทยาลัยทูเรนและมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันดูแลสำนักงานต่างประเทศ

 
ยินดีต้อนรับสู่ ... พิพิธภัณฑ์ศาลไทย (Court Museum of Thailand)
กลับหน้าแรก