เจ้าพระยามหิธร
(ลออ ไกรฤกษ์)

เจ้าพระยามหิธร เดิมชื่อ ลออ ไกรฤกษ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี แรม 4 ค่ำ เดือน 8 ปีจอ ตรงกับวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 เวลา 8 นาฬิกา ณ ตำบลตึกแดง อำเภอคลองสาน จังหวัดธนบุรี เป็นบุตรคนที่ 4 ของพระยาเพ็ชรรัตน (โมรา) กับท่านตาล สมรสกับกลีบ ธิดาหมื่น นรารักษ์ (ปิ่น บางยี่ขัน) ซึ่งเป็นเจ้าของสวนอยู่ที่บางยี่ขัน ธนบุรี มารดาชื่อหุ่น กำเนิดในสกุล สนธิรัตน์

ประวัติการศึกษา
ท่านได้เข้าศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนวัดจักรวรรดิราชาวาส เมื่ออายุได้ 11 ขวบ เรียนอยู่ 1 ปีเศษ เมื่อจบชั้นวาหนิติกร อันเป็นหลักสูตรตามหนังสือมูลบทบรรพกิจ ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ก็ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ซึ่งมีสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นผู้บังคับการโรงเรียน สอบไล่ได้ประโยค 2 เมื่อปี 2434 ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2440 ท่านสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิต ชั้นที่ 1 ในจำนวนผู้สอบได้ทั้งหมด 9 คน จากโรงเรียนกฎหมาย ของกระทรวงยุติธรรม นับเป็นเนติบัณฑิตคนแรกของประเทศไทย

ประวัติการรับราชการ
เมื่อท่านเรียนจบจากโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบนั้น ท่านมีอายุได้ 17 ปีเศษ บิดาได้นำไปฝากพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสิริธัชสังกาศ อธิบดีศาลฎีกา เพื่อเข้ารับราชการในศาลฎีกา ซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่ประตูสนภายในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2434 ในสมัยนั้นศาลฎีกามีหน้าที่ตรวจฎีกาและ ทำความเห็นถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงพระราชวินิจฉัย จึงมีลักษณะเป็นกรมตรวจฎีกามากกว่าเป็นศาลอย่างที่เข้าใจกันในปัจจุบัน ศาลฎีกานี้ขึ้นตรงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะขณะนั้นกระทรวงยุติธรรมยังไม่มี ท่านรับราชการในศาลฎีกา ด้วยความขยันหมั่นเพียร จนได้เลื่อนเงินเดือนถึง 4 ครั้งในปีเดียวกัน ต่อมาศาลฎีกาได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อใหม่เป็นศาลอุทธรณ์คดีหลวง กรมขุนสิริธัชสังกาศ จึงทรงลาออกมาทำหน้าที่ราชเลขานุการฝ่ายกฤษฎีกา ซึ่งเจ้าพระยามหิธรก็ย้ายติดตามมาอยู่ที่กรมราชเลขานุการด้วย กรมราชเลขานุการในสมัยนั้นมักเรียกกันว่า ออฟฟิศหลวง ตั้งอยู่บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทด้านตะวันตก ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังประทับอยู่ที่พระที่นั่งจักรี และเสด็จฯ มานั่งทำงานอยู่บ่องครั้ง ออฟฟิศหลวงหรือกรมราชเลขาฯ นี้เป็นที่สั่งราชการ ของพระเจ้าแผ่นดิน มีการเปลี่ยนเวรกันเพื่อให้เรียกใช้ราชการด่วนได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เมื่อท่านสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิต ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาศาล พระราชอาญา และต้องทำหน้าที่ช่วยบัญชาการโรงเรียนกฎหมาย และสอนนักเรียนกฎหมายด้วยในขณะเดียวกัน นอกจากนี้เสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ยังได้รับสั่งขอยืมตัวไปช่วยพิจารณาความที่ศาลแพ่ง เป็นเลขานุการเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และเป็นกรรมการสอบความร ู้เนติบัณฑิต ซึ่งเป็นเวลาที่ประเทศไทยได้ตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรก เจ้าพระยามหิธรได้บันทึกเรื่องที่มาของการตั้งโรงเรียนกฎหมาย ขึ้น ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกไว้ว่า “ความคิดที่จะตั้งโรงเรียนกฎหมายนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากความคิดที่จะเลิกศาลกงศุล เพราะการมีศาลกงศุลทำให้คนในบังคับ ต่างประเทศได้ใจ ด้วยไม่อยู่ในอำนาจศาลไทย จึงทำให้การงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยติดขัดไม่สะดวก เมื่อรัฐบาลจ้างมองสิเออร์ ยี โรแลง ยัคมินส์ (เจ้าพระยาอภัยราชา) มาเป็นที่ปรึกษาทั่วไปตั้งแต่ ร.ศ. 111 (พ.ศ. 2435) เจ้าพระยาอภัยฯ ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ในวิชากฎหมายได้ถวายความเห็นต่อพระเจ้าอยู่หัวให้ปลูกเพาะวิชานี้ เพื่อทำกฎหมายและจัดการศาลยุติธรรมให้ดีขึ้น แต่ขณะนั้นโรงเรียนกฎหมายยังไม่มีและคนที่จะจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายได้ก็ยังหาที่ไม่ได้ จึงต้องรั้งรอมาจน ร.ศ. 115 (พ.ศ. 2439) เมื่อกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์สำเร็จการศึกษากฎหมายจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และได้เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม พระองค์ท่านก็เป็นผู้เหมาะสมท ี่จะจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้น” โรงเรียนกฎหมายในสมัยนั้นจัดขึ้นเป็นกึ่งราชการคล้ายหอพระสมุดสำหรับพระนคร เจ้าหน้าที่เรียกว่า กรรมสัมปาทิก มีสภานายก เลขานุการ เหรัญญิก และผู้ช่วยอีก 2 คน กรมหลวงราชบุรีฯ ทรงสอนประจำ มีพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) ช่วยบ้าง นอกจากนั้นที่มีชื่อเป็นผู้สอนคือ ขุนหลวงพระยาไกรสี (เปล่ง) กรมหลวงพิชิตปรีชากร และ พระองค์เจ้าวัชรีวงศ์ ในจำนวนนักเรียน 100 เศษ มีผู้พิพากษาหัวเมืองอย่างเช่นพระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลมณฑลนครราชสีมา พระยาภักดีราช อธิบดีผู้พิพากษาศาลมณฑลกรุงเก่ามาฟังคำสอนและฝึกหัดอบรมด้วย การเรียนกฎหมายในครั้งนั้นครึกครื้น เพราะกล้าพูดกล้าถาม ฝ่ายอาจารย์ก็ยินดีอธิบายให้ความแจ่มใสแก่นักเรียน มีผู้เห็นกันมากว่า กรมหลวงราชบุรีฯ มีพระนิสัยเป็นอาจารย์ดีอย่างยิ่ง
ช่วงแรกทรงสอนที่ห้องเสวยซึ่งอยู่ติดกับห้องเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม แต่จำนวนนักเรียนได้ทวีขึ้นรวดเร็วจนห้องไม่พอ จึงย้ายไปตึกสัสดีหลังกลาง (ปัจจุบันอยู่ในบริเวณอาคารศาลฎีกา) กรมหลวงราชบุรีฯ ทรงสอนด้วยพระองค์เองทุกวัน ภายหลังที่เสวยเวลากลางวันแล้ว หนังสือที่ทรงใช้สอนคือ กฎหมาย 2 เล่ม ซึ่งภายหลังเป็นกฎหมายบางเรื่องหรือกฎหมายราชบุรี ทางอาญาใช้ประมวลกฎหมายอินเดียเป็นหลักวิธีพิจารณา สัญญา และประทุษร้าย ส่วนแพ่ง ใช้ตำรากฎหมายอังกฤษทรงอธิบายว่า เราจะพุ้ยไปฝ่ายเดียวไม่เหลียวแลดูใครนั้นไม่ได้ ต้องเดินตามทางกฎหมายที่โลกนิยม นอกจากสอนประจำวันยังทรงแต่งตำรากฎหมายอีกหลายเล่ม ทรงสนับสนุนในการว่าความ ส่วนกฎหมายที่จะสอบไล่นั้น คือ 1. อาญา 2. สัญญา 3 มรดกกับประทุษฐ์ร้าย ส่วนแพ่ง 4. ผัว เมีย ทาส และประกาศอื่น ๆ 5. วิธีพิจารณา และ 6. กฎหมายระหว่างประเทศ สถานที่สอบไล่คือ ศาลาการเปรียญใหญ่ของวัดมหาธาตุ กรรมการผู้สอบไล่ฝ่ายไทย 3 คน คือ 1. กรมหลวงราชบุรีฯ 2. พระยาประชากิจกรจักร 3. ขุนหลวงพระยาไกรสี กรรมการฝ่ายฝรั่ง 2 คน คือ 1. เจ้าพระยาอภัยราชาฯ 2. มองสิเออร์ อาร์. เย เกิก ปาตริก หมอกฎหมายชาวเบลเยี่ยม นักเรียนกฎหมายที่สอบไล่ได้ในรุ่นนั้นมี 9 คน นายลออ ไกรฤกษ์ สอบได้ลำดับที่ 1 และเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2441 โปรดเกล้าฯ ให้เป็นหลวงจักรปาณี ศรีศิลวิสุทธิ์ ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง ขณะมีอายุ 25 ปี อีก 2 ปีต่อมา คือ พ.ศ. 2444 ได้เป็นปลัดทูลฉลองกระทรวงยุติธรรม งานในตำแหน่งปลัดทูลฉลองหรือปลัดกระทรวงต้องควบคุมและบริหารงานธุรการ ต้องคุมกรมอัยการ คุมเรือนจำลหุโทษ เรือนจำมหันตโทษ และคุมกองร่างกฎหมาย ในปี พ.ศ. 2446 โปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาจักรปาณีฯ เจ้าพระยามหิธรเปรียบเสมือนพระหัตถ์ขวา ของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระองค์ทรงวางพระทัย ทรงตั้งให้รักษาการแทนพระองค์ในคราวเสด็จต่างประเทศ เพราะท่านทำงานด้วยความรวดเร็วฉับไว และเรียบร้อยไม่มีที่ติ มีความซื่อสัตย์สุจริต งานซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่สั่งการของปลัดทูลฉลองในขณะนั้นได้แก่
1. งานกรมบัญชาการ มีหน้าที่บริหารงานให้เป็นไปตามนโยบายที่เสนาบดีวางไว้
2. งานกองบัญชี มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินและงบประมาณของกระทรวง
3. งานจัดหาที่ดินและก่อสร้างที่ทำการศาลยุติธรรมและบ้านพักราชการทั้งในกรุงเทพฯ และในหัวเมือง
4. งานปกครองข้าราชการทั้งฝ่ายตุลาการและฝ่ายธุรการ เช่น การพิจารณาบรรจุ เลื่อน ลด ปลด ย้าย ข้าราชการ
5. งานบังคับคดีให้ศาลทั้งปวง
หลังจากเสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ออกจากราชการ ในปี พ.ศ. 2453 เจ้าพระยามหิธรก็ได้ย้ายมาเป็นกรรมการศาลฎีกา และในปี พ.ศ. 2454 ท่านได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นราชเลขานุการฝ่ายกฤษฎีกาอีกตำแหน่งหนึ่ง

ในปี พ.ศ. 2457 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมพระนิติศาสตร์ขึ้นในกระทรวงวัง ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมุหพระนิติศาสตร์ หัวหน้ากรมพระนิติศาสตร์คนแรกและได้รับแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่งอธิบดีศาลฎีกา เมื่อปี พ.ศ. 2461 นับว่าเป็นสามัญชนคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ ท่านดำรงตำแหน่งอยู่ได้ 1 ปีเศษ พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงปราจีนกิติบดี ราชเลขานุการสิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ท่านไปดำรงตำแหน่งราชเลขานุการโดยเปลี่ยนชื่อตำแหน่ง เป็นราชเลขาธิการมีฐานะเทียบเท่าเสนาบดี ท่านอยู่ในตำแหน่งนี้นานถึง 14 ปี และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น “เจ้าพระยามหิธร บรมนริศร มหาสวามิภักดิ์ นิติพิทักษ์ธรรมพิศาล ราชเลขาธิการวิสุทธิคุณ ไกรฤกษ์กุลวิวัฒน์ ศรีรัตน์ไตรย์สรณธาดา สุจริตชวาธยาศัย อภัยพิริปรากรมพาหุ”
ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นองคมนตรี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายบางฉบับที่โปรดเกล้าฯให้ปรึกษากันโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะอบรมข้า
ราชการให้เคยชินกับการปกครองแบบรัฐสภาอย่างในต่างประเทศ ทั้งนี้ก็เพราะพระองค์ทรงมีความเห็นโดยสุจริตมาตั้งแต่ก่อนเสวยราชย์ว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรม ีการปกครองแบบรัฐสภาในประเทศไทย โปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรีสภา แต่การดำเนินงานของสภานี้ไม่สู้จะราบรื่นและไม่ได้ผล ตามที่คาดหมาย แต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงล้มพระราชดำริที่จะให้มีการปกครองโดยมีรัฐสภา จนถึงได้ทรงให้นายสตีเวนส์ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ และพระยาศรีวิสารวาจา ปลัดทูลฉลอง ร่วมกันทำบันทึกความเห็นในเรื่องนี้ประกอบพระราชวินิจฉัย ในช่วงเวลานั้นปรากฏว่า มีข้าราชการทหารและพลเรือนกลุ่มหนึ่ง มีผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศเป็นหัวหน้าได้เตรียมหาช่องทางที่จะปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยไม่รอให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญ เพราะเกรงว่าหากพระราชทานรัฐธรรมนูญเองจะทรงสงวนพระราชอำนาจไว้ ไม่เป็นประชาธิปไตยอันแท้จริง บุคคลคณะนี้เรียกตนเองว่า “คณะราษฎร์” มีพระยาทรงสุรเดชและหลวงพิบูลสงครามเป็นหัวหน้าฝ่ายทหาร และมีหลวงประดิษฐมนูธรรม เป็นหัวหน้าและหัวคิดสำคัญฝ่ายพลเรือน แต่ได้ตกลงกันยกพระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งอาวุโสมากกว่าเป็นหัวหน้าของคณะราษฎร์และรอคอยเวลาที่จะลงมือทำการปฏิวัติ
ครั้นวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นวันเปิดสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา มีข่าวลือว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเจ้านายองค์สำคัญ ๆ จะถูกทำร้าย จึงได้เตรียมการป้องกันอย่างเต็มที่ เหตุการณ์ในวันนั้นผ่านไปโดยเรียบร้อย วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2475 กรมราชเลขาธิการได้ประกาศเปลี่ยนนาม ราชเลขาธิการว่า เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และเรียกนามตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการว่า ปลัดมุรธาธร แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้านายและเสนาบดี บางท่าน ก็ตามเสด็จไปตากอากาศที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่สมเด็จกรมพระนครสวรรค์ฯ อภิรัฐมนตรีและเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยกับเสนาบดีส่วนมากอยู่ในพระนคร เจ้าพระยามหิธร เป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรและทำหน้าที่ราชเลขาธิการตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปประทับที่หัวหินเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชเลขาธิการ ในเวลาเช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 “คณะราษฎร์” ได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้สำเร็จ สมเด็จกรมพระนครสวรรค์ฯ กรมพระยาดำรงฯ และกรมพระนริศฯ ถูกจับเป็นประกัน แต่กรมพระกำแพงเพ็ชร์ฯ อภิรัฐมนตรี และเสนาบดีกระทรวงพานิชและคมนาคม ทรงลอบขึ้นรถไฟล่องลงไปกราบบังคม ทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ ฝ่าย “คณะราษฎร์” ประชุมตกลงกันให้อัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย ์ต่อไปภายใต้รัฐธรรมนูญ และส่งเรือรบหลวงลำหนึ่งออกไปรับเสด็จพระราชดำเนินกลับพระนคร เจ้าพระยามหิธรเล่าว่า ในวันที่ 24 มิถุนายน นั่นเอง พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว ตรัสเรียกเจ้านายผู้ใหญ่และเสนาบดีซึ่งอยู่ที่หัวหินไปประชุมพร้อมกันที่พระราชวังไกลกังวล เพื่อทรงหารือว่าจะยอมตามคำเรียกร้องของคณะราษฎร์ หรือจะต่อสู้ ผู้ที่เข้าประชุมมีสมเด็จกรมพระสวัสดิ์วัตนวิศิษฐ์ ซึ่งทรงเป็นพระบิดาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี กรมพระกำแพงเพ็ชร์อรรคโยธิน กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ พระองค์เจ้าอลงกฎ รองเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เจ้าพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จประทับเป็นประธานในที่ประชุม ในการปรึกษากันนั้นที่ประชุมมีความเห็นแยกกันเป็นสองฝ่าย ฝ่ายข้างมากเห็นว่าควรสู้เพื่อรักษาพระเกียรติ และถ้าสู้คิดว่าจะสู้ได้ทั้ง ๆ ที่อาวุธหนักส่วนใหญ่อยู่ในเงื้อมมือของคณะราษฎร์ในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ก็เพราะเห็นว่าในการรบนั้น ขวัญและกำลังใจสำคัญเท่าหรือ สำคัญกว่ากำลังอาวุธ ที่ประชุมฝ่ายข้างมากเห็นว่าการปฏิวัติครั้งนี้ได้กระทำโดยบุคคลเพียงหยิบมือเดียว ราษฎรส่วนใหญ่ในประเทศหาได้รู้เห็นด้วยไม่และเชื่อว่า คนไทยส่วนมากยังคงจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์อยู่ ฉะนั้นถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประกาศว่าจะปราบผู้ก่อการร้าย ก็เชื่อว่าราษฎรทั้งประเทศจะเอาใจช่วย พวกปฏิวัติแม้มีอาวุธดีจะเสียขวัญเสียกำลังใจเพราะคนส่วนมากไม่เล่นด้วย ในที่สุดก็จะต้องพ่ายแพ้แกกำลังทหารหัวเมือง ซึ่งพอจะรวบรวมเข้าไปปราบพวกปฏิวัติได้ ที่ประชุมข้างน้อยเห็นว่าไม่ควรสู้ เพราะคณะราษฎร์ไม่ได้ตั้งใจจะกำจัดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากราชบัลลังก์หรือประทุษร้ายต่อพระองค์ท่าน ตรงกันข้ามเขากลับอัญเชิญให้ทรงครองราชย์ต่อไป ขอแต่ให้พระราชทานรัฐธรรมนูญเพื่อทำการปกครองประเทศด้วยระบอบรัฐสภา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมี พระราชประสงค์จะจำกัดพระราชอำนาจของพระองค์ลงโดยพระราชทานรัฐธรรมนูญ ยอมสละพระราชอำนาจของพระองค์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้หลวงศุภชลาศัย ผู้บังคับการเรือรบที่คณะราษฎร์ส่งไปรับเสด็จฯ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในวันที่ 25 มิถุนายน และแจ้งกระแสพระราชดำริให้ทราบ ทั้งแจ้งด้วยว่าไม่โปรดเสด็จฯ ทางเรือแต่จะเสด็จกลังทางรถไฟในวันที่ 26 มิถุนายน การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตกลงพระทัยดังนี้ ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นสงคราม กลางเมืองครั้งใหญ่ไปได้ การเสียสละพระราชอำนาจส่วนพระองค์เพื่อประโยชน์ของคนไทยส่วนใหญ่ จึงเป็นพระราชกรณียกิจอันพึงได้รับการสรรเสริญ และคนไทยยังคงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นฯ ในวันที่ 25 มิถุนายน เจ้าพระยามหิธรก็กราบถวายบังคมลาขึ้นรถไฟจากหัวหินกลับกรุงเทพฯ เพื่อเตรียมการที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญชั่วคราวในวันที่ 27 มิถุนายน เมื่อท่านมาถึงสถานีหัวลำโพงตอนค่ำวันที่ 25 มีข้าราชการในกระทรวงมุรธาธรบางคนไปคอยรับท่าน พอทหารที่รักษาการอยู่ที่สถานีทราบว่าท่านเป็นใคร ก็สั่งให้คุมตัวท่านพาขึ้นรถยนต์ไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม อันเป็นที่ทำการของคณะราษฎร์ทันที โดยมีทหารถือปืนติดดาบยืนที่บันไดรถข้างละคน ซึ่งเอาปืนจ่อเข้าไปในรถตลอดทาง เจ้าพระยามหิธรเล่าในภายหลังว่า ตั้งแต่เกิดมาท่านเพิ่งได้รับความ
คุ้มกันอย่างเข้มแข็งจากทหารคราวนี้เอง เมื่อท่านได้พบปะทำความเข้าใจกับผู้ใหญ่ฝ่ายคณะราษฎร์แล้ว เขาก็ปล่อยให้ท่านกลับบ้านโดยไม่ให้ความคุ้มกันอีก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ถึงพระนคร ในวันที่ 26 มิถุนายน ตอนกลางคืนและคณะราษฎร์ก็ถวายร่างธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ให้ทรงพิจารณาทันที ได้มีการต่อรองกันเพียงเล็กน้อยแล้วก็ทรงลงพระบรมนามาภิไธย พระราชทานธรรมนูญปกครองแผ่นดินฉบับแรกในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และโปรดเกล้าฯ ให้นัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามธรรมนูญนั้นในวันเดียวกันในการนี้ได้พระราชทานกระแสพระราชดำรัสเปิดประชุมให้เจ้าพระยามหิธรนำไปอ่านในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่พระที่นั่ง
อนันตสมาคมเป็นปฐมฤกษ์ วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีประกาศพระบรมราชโองการให้ผลัดเปลี่ยนเสนาบดีและปลัดทูลฉลองกระทรวงต่าง ๆ และให้รวมกระทรวง ข้อ 8 แห่งประกาศนี้มีความว่า “ส่วนกระทรวงวังและกระทรวงมุรธาธรให้ผู้ที่เป็นเสนาบดีคงมีเกียรติอย่างเสนาบดีอยู่ตามเดิม แต่ให้เรียกตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวังว่า ผู้สำเร็จราชการพระราชวัง ให้เรียกตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรว่า ราชเลขาธิการ” พระยามหิธรได้กลับเป็นราชเลขาธิการอีกตามเดิม ภายหลังกระทรวงมุรธาธรก็ถูกยุบเพราะราชการแผ่นดินที่เคยผ่านกรมราชเลขาธิการ ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชไปผ่านคณะกรรมการราษฎรซึ่งเป็นผู้คุมอำนาจการปกครอง ราชการส่วนพระองค์ที่คงเหลืออยู่มีความสำคัญไม่มากพอที่จะมีราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นชั้นเสนาบดี ด้วยเหตุนี้ เจ้าพระยามหิธรจึงได้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2475 ขณะนั้นมีอายุ 58 ปีกับ 2 เดือน และรับราชการมาแล้ว 41 ปีเศษ ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ 2,700 บาท แต่ก่อนที่ท่านจะกราบถวายบังคมลาออกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2475 ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการะทรวงยุติธรรมว่างลง มีผู้เสนอให้เชิญเจ้าพระยามหิธรเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คณะราษฎร์ส่งคนมาทาบทามเพื่อฟังเสียงท่าน แต่แรกท่านปฏิเสธ เพราะเกรงว่าท่านจะเข้ากับพวกหัวใหม่ไม่ได้ แต่เมื่อผู้ใหญ่ในคณะราษฎร์ เช่นพระยาพหลฯ อ้อนวอนท่านหนักเข้า และรับรองจะไม่ให้ท่านต้องลำบากเกินไปในการปฏิบัติหน้าที่ ท่านจึงตกลงรับเชิญ เพราะอันที่จริงท่านเข้าร่วมงานกับพวกคณะราษฎร์ ก็จะเป็นที่ประจักษ์ว่าท่านอาจทรงตัวอยู่ได้ทุกกาลสมัยเพราะคุณวุฒิ คุณสมบัติของท่านเอง ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้มีอำนาจในแผ่นดิน ฉะนั้นท่านจึงได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2478
สมัยท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านได้เสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2479 ต่อสภาผู้แทนราษฎรและต่อมาได้ประกาศใช้ร่างนี้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้แก้ไขหลักการและวิธีการให้ผิดแปลกไปจากเดิมบางประการ เช่น

1. ได้ยกข้าราชการธุรการในกระทรวงยุติธรรมมารวมในพระราชบัญญัตินี้ด้วย ซึ่งแต่เดิมข้าราชการเหล่านี้ขึ้นอยู่ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน
2. ตั้งกรรมการขึ้น 2 คณะ เพื่อให้คำปรึกษาในการแต่งตั้ง บรรจุ เลื่อน ย้าย ลงโทษ และให้ข้าราชการออกจากราชการ คือ (1) คณะกรรมการตุลาการ สำหรับตำแหน่งตุลาการเรียกโดยย่อว่า ก.ต. และ (2) คณะกรรมการธุรการ สำหรับตำแหน่งข้าราชการธุรการเรียกโดยย่อว่า ก.ธ.
3. การแต่งตั้งผู้พิพากษาจะกระทำได้แต่โดยวิธีสอบคัดเลือกจากจ่าศาล พนักงานอัยการ และทนายความ ซึ่งแต่ก่อนบรรจุได้โดยไม่มีการสอบคัดเลือก
ส่วนระเบียบข้าราชการกองรักษาทรัพย์และกองหมายก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดการร่างขึ้นโดยรีบด่วน


นอกจากที่กล่าวแล้วเจ้าพระยามหิธรได้จัดการออกหนังสือข่าวศาลซึ่งได้เคยมีอยู่ตลอดมาตั้งแต่สมัยกรมหลวงราชบุรีฯ เป็นเสนาบดี แต่ได้ระงับไปภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ออกเดือนละครั้ง หนังสือนี้มีลักษณะเหมือนหนังสือพิมพ์รายวันขนาดย่อม บรรจุระเบียบการและคำแนะนำต่าง ๆ ของกระทรวงยุติธรรม ทั้งมีข่าวเกี่ยวกับกิจการภายในวงงานกระทรวง
ยุติธรรม เช่น การแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการด้วย เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้ศาลต่าง ๆ มีสมรรถภาพยิ่งขึ้น เจ้าพระยามหิธรได้เดินทางตรวจศาลต่าง ๆ เกือบทั่วประเทศ และได้ทำแบบรายงานการตรวจศาลขึ้นใหม่ ซึ่งบรรจุหัวข้อที่มีประโยชน์แก่การปฏิบัติหน้าที่ราชการมาก ท่านได้กำชับให้ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาคดีให้ตรงเวลาและให้นั่งให้ครบองค์คณะทุกคดี ให้เร่งรัดการพิจารณาพิพากษาคดีให้เสร็จไปโดยเร็ว และให้ผู้พิพากษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นหัวหน้าศาลคอยระมัดระวังดูแลสถานที่ราชการให้สะอาด เรียบร้อย และให้อยู่ในสภาพดี ในสมัยที่ท่านเป็นรัฐมนตรี ได้ของบประมาณจัดสร้างศาลจังหวัดสงขลาขึ้นใหม่จนแล้วเสร็จ โดยให้นายหมิว อภัยวงศ์ เป็นผู้ออกแบบ ครั้นวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2480 คณะรัฐมนตรีชุดพระยาพหลฯ กราบถวายบังคมลาออกทั้งคณะตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ เจ้าพระยามหิธรจึงพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีและได้ออกจากราชการรับพระราชทานบำนาญต่อไป ขณะที่ท่านออกจากราชการครั้งหลังนี้ ท่านมีอายุ 63 ปีเศษ ในปี พ.ศ. 2482 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์วิสามัญ แห่งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และได้รับปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 เป็นคนแรกตั้งแต่ตั้งมหาวิทยาลัย

ชีวิตส่วนตัว
เจ้าพระยามหิธรท่านเป็นคนขรึม ๆ ซ่อนความรู้สึกและชอบฟังมากกว่าชอบพูด แต่เมื่อคราวจะต้องพูดก็พูดได้มากและพูดได้ดี ท่านเป็นคนช่างสังเกตและมีอารมณ์ขัน เป็นคนไม่สุรุ่ยสุร่าย ไม่ชอบมีหนี้สิน แต่มีความเอื้ออารีต่อบุตร ภรรยา ญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูงตามอัตภาพ เป็นผู้ถือและปฏิบัติตามคติธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้อยู่ในศีลในสัตย์ เกลียดการทุจริตเบียดเบียนกันและเป็นผู้รักษาระเบียบประเพณีอย่างเคร่งครัด คุณสมบัติอันสำคัญยิ่งของท่านคือ มีความกตัญญูกตเวที ท่านไม่ลืมบุญคุณของผู้ที่อุปการะท่าน และพยายามตอบแทนทุกวิถีทางด้วยเหตุนี้ท่านจึงพยายามรับใช้สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ กรมขุนศิริฯ สมเด็จพระมหาสมณะฯ และกรมหลวงราชบุรีฯ ทุกโอกาสที่ทำได้ และเมื่อกรมหลวง
ราชบุรีฯ สิ้นพระชนม์ก็ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงชักชวนสานุศิษย์ให้ตั้งกองกุศลขึ้นอุทิศถวายให้แก่พระองค์ท่าน ส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 – 6 – 7 ซึ่งได้ทรงชุบเกล้าฯ เลี้ยงท่านไว้ในราชการนั้น ท่านก็ได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เทิดทูนพระเกียรติและเคารพสักการะอยู่เป็นเนืองนิตย์ ท่านชอบเล่นกีฬา คือ แล่นเรือยนต์ เล่นเทนนิส กอล์ฟ ในสมัยท่านยังหนุ่มท่านชอบปีนเขา แต่เมื่อท่านมีอายุมากแล้วท่านก็ชอบเดินออกกำลังในตอนเช้า นอกจากนี้ท่านยังชอบอ่านหนังสือและสะสมของเก่า เช่น เครื่องสังคโลกและเครื่องลายคราม เป็นต้น

ราชการพิเศษ
เป็นกรรมการสอบความรู้เนติบัณฑิต
เป็นกรรมการชำระกฎหมายเก่า และรวบรวมร่างกฎหมายใหม่
เป็นสภานายกคนแรกของเนติบัณฑิตยสภา
เป็นกรรมการสภาการคลัง
เป็นกรรมการตรวจร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เป็นกรรมการ ก.พ.
เป็นประธาน อ.ก.พ. วิสามัญ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์
ท่านได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ คือ ตรามงกุฎสยามชั้นที่ 1 ตราช้างเผือกชั้นที่ 1 และตราปฐมจุลจอมเกล้า พร้อมด้วยสังวาลย์และเครื่องยศ

เจ้าพระยามหิธรได้ล้มป่วยด้วยโรคชราภาพและถึงอสัญกรรม เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 เวลา 05.15 นาฬิกา ขณะมีอายุได้ 81 ปี 10 เดือน 6 วัน บุตรธิดาของท่าน คือ นายจ่ายวด (ปาณี ไกรฤกษ์) หลวงจักรปาณี ศรีศิลวิสุทธิ์ (วิสุทธิ ไกรฤกษ์) ท่านผู้หญิง ดุษฎี มาลากุล ภริยา ม.ล. ปิ่น มาลากุล อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ และคุณหญิง (ศรี)
ไชยยศสมบัติ เป็นต้น


ยินดีต้อนรับสู่ ... พิพิธภัณฑ์ศาลไทย (Court Museum of Thailand)
กลับหน้าแรก