มหาอำมาตย์โท พระยาจินดาภิรมย์ราชสภาบดีิ์ิ์

(เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ, จิตร ณ สงขลา)

          พระยาจินดาภิรมย์ราชสภาบดี (เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ) เดิมชื่อ จิตร ณ สงขลา
เกิดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2428 ปีระกา ที่บ้านพระยาสุนทรานุรักษ์ (เนตร์ ณ สงขลา)
ถนน วิเชียรชม ตำบลบ่อยาง อำเภอกลาง จังหวัดสงขลา เป็นบุตรพระอนันตสมบัติ (เอม
ณ สงขลา) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ซึ่งเป็นหลานเจ้าพระยาวิเชียรคิรี (เม่น ณ สงขลา) มารดาของท่านคือ ท่านเชื้อ ธิดาของหลวงอุปการโกศากร (เวท วัชราภัย) ได้เป็นเจ้าพระยาเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ในรัชกาลที่ 7 ก่อนหน้าเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียง 8 เดือน จึงนับว่าท่านเป็นเจ้าพระยาคนสุดท้าย

ประวัติการศึกษา

เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ เรียนหนังสือแบบเรียนหลวงชุดมูลบทบรรพกิจ ของพระยา
ศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) จบเล่มพิศาลการันต์ จากครูขวด ที่เมืองสงขลา ต่อมาได้อพยพจากสงขลามากรุงเทพฯ อยู่ที่ตำบลสีลม เมื่อ พ.ศ. 2435 ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญ จนจบชั้นสูงสุดสายวิชาสามัญ การศึกษาของท่านได้คะแนนสอบเป็นที่ 1 เป็นนักเรียนที่มีความประพฤติดี เรียนเก่ง ได้รับการยกย่องให้เป็นนักเรียนตัวอย่าง หลังจากนั้นท่านได้เข้าศึกษาวิชากฎหมายในโรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งขณะนั้นกำลังเป็นที่นิยมและได้สมัครเข้าเป็นล่ามฝึกหัดในกรมกองหมาย การเป็นล่ามฝึกหัดในขณะนั้นไม่มีเงินเดือนหรือรายได้ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ท่านก็สมัครและเต็มใจทำ เพราะเป็นการเพิ่มพูนความรู้ภาษาอังกฤษของท่าน
ให้แตกฉานยิ่งขึ้น ขณะที่ท่านทำหน้าที่เป็นล่ามฝึกหัด ท่านได้แสดงความสามารถเป็นที่พอใจ
ให้เจ้ากรมกองหมายซึ่งเป็นชาวอังกฤษมาก สามเดือนต่อมาท่านก็ได้รับการบรรจุให้เป็น
ข้าราชการประจำและสอบเป็นเนติบัณฑิตสยามได้ใน ปี พ.ศ. 2448 อายุเพียง 20 ปี 1 เดือน
การรับราชการในกรมกองหมาย ปฏิบัติหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาอังกฤษของท่านสร้างความพึงพอใจให้แก่ มิสเตอร์ ปาดูซ์ เป็นอย่างมาก เสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ก็ทรงพอพระทัยและโปรดปราน จึงสนับสนุนท่านให้ก้าวหน้าในหน้าที่ราชการยิ่งขึ้น ในปี พ.ศ. 2449 ท่านได้รับ
การคัดเลือกให้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งในปีนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 เสด็จโดยเรือพระที่นั่ง
มหาจักรี ออกจากกรุงเทพฯ ไปเปลี่ยนเรือโดยสารที่สิงคโปร์ กระทรวงยุติธรรมได้ขอพระบรม
ราชานุญาตให้นายจิตร ร่วมในกระบวนเสด็จพระราชดำเนินในเรือพระที่นั่งมหาจักรีด้วย ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มีพระบรมราชานุญาตดังประสงค์
เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ได้ใช้เวลาศึกษาวิชากฎหมายในสำนักเกรย์อิน กรุงลอนดอน เป็นเวลา 3 ปีครึ่ง ก็สำเร็จเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษ ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในอังกฤษ ท่าน
ได้สนใจศึกษาภาษาฝรั่งเศสด้วย เมื่อกลับจากต่างประเทศท่านได้เข้ารับราชการในกระทรวง
ยุติธรรมตามเดิม ซึ่งขณะนั้นหม่อมเจ้าจรูญศักดิ์กฤษดากร เป็นเสนาบดี ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษาศาลแพ่งเพียง 3 เดือน ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษาศาลพระราชอาญา และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงจินดาภิรมย์ และได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลต่างประเทศ
ในปี พ.ศ. 2455 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นว่าที่อธิบดีกองหมาย กองล้มละลายและ
หอทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท นับเป็นคนไทยคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ ซึ่งเดิมผู้ดำรงตำแหน่งนี้ล้วนเป็นชาวต่างประเทศ
ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2456 ท่านได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษา
ศาลแพ่ง และได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระจินดาภิรมย์ราชสภาบดี และได้เป็นพระยาจินดาภิรมย์-ราชสภาบดีในปี พ.ศ. 2459

หน้าที่การงานที่สำคัญ

ปี พ.ศ. 2460 - เป็นผู้พิพากษาศาลทรัพย์เชลย
- เป็นเลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา
พ.ศ. 2461 - เป็นองคมนตรี
- เป็นกรรมการผู้ชี้ขาดราคาที่ดินเพื่อสร้างสนามบินดอนเมือง
พ.ศ. 2464 - เป็นตุลาการแห่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศของสันติบาตชาติ ณ กรุงเฮก
- เป็นประธานผู้ชี้ขาดในการจัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างสะพานพระราม 6 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
พ.ศ. 2465 – 2468 - เป็นกรรมการศาลฎีกา
- เป็นผู้แทนสภากาชาดสยามในการประชุมสภากาชาดนานาประเทศ ครั้งที่ 1 ในบูรพาทิศ
พ.ศ. 2466 - เป็นกรรมการกรมร่างกฎหมาย
พ.ศ. 2467 - เป็นนายกกรรมการเนติบัณฑิตยสภา
พ.ศ. 2470 - เป็นอธิบดีศาลฎีกา
พ.ศ. 2471 - เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม
ในปี พ.ศ. 2474 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น “เจ้าพระยา” มีสมญาจารึกในหิรัญบัฎว่า “เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ สมันต-เนตรนิศุทธยุตติธรรมธร วิสดรนีติศาสตรราชประเพณี วิเชียรคีรีสัลลีวงศวัยวฑฒน์ บรมกษัตร-สุนทรมหาสวามิภักดิ์ สุขุมลักษณ์สุจริตาร์ชวาศรัย ศรีรัตนตรัยสรณาภิรดี อภัยพีรยปรากรม-พาหุ” ดำรงศักดินา 10000
เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมได้ 4 ปี มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในปี พ.ศ. 2476 – 2477 และได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท 2 เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ในปี พ.ศ. 2477 – 2479 และเป็นหัวหน้า
ผู้แทนรัฐบาลไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ กรุงลอนดอน เพื่ออัญเชิญเสด็จกลับคืนมาครองราชย์ และไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ณ เมืองโลซาน ในการเสด็จขึ้นครองราชย์
ท่านได้รับเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายหลายฉบับ รวมทั้งได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์วิสามัญแห่งมหาวิทยาลัยวิชา
ธรรมศาสตร์และการเมืองด้วย
สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนั้นท่านได้รับแต่งตั้งรวมทั้งสิ้นถึง 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2480 ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2487 และครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2489
นอกจากนี้ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2481 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2487
แม้ในรัชกาลปัจจุบันท่านก็ได้รับดำรงตำแหน่งสำคัญในทางนิติบัญญัติหลายตำแหน่ง เช่น
ปี พ.ศ. 2490 – 2494 เป็นสมาชิกวุฒิสภา และประธานวุฒิสภา
ปี พ.ศ. 2491 – 2592 เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและประธานสภาร่างรัฐธรรม-นูญ
ปี พ.ศ. 2492 – 2494 เป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งและเป็นประธานตุลาการ
รัฐธรรมนูญโดยตำแหน่ง

ผลงานดีเด่น

สมัยเมื่อเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ท่านได้ปรับปรุงงานของกระทรวงยุติธรรมหลายประการ เช่น ประกาศจัดตั้งข้าหลวงพิเศษยุติธรรม เพื่อดำเนินการตรวจราชการศาลยุติธรรมให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ปรับปรุงการพิจารณาพิพากษาคดีโดยปรับปรุงบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับธรรมนูญศาลและวิธีพิจารณาความเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และกำจัดสิทธิอุทธรณ์ฎีกา เพื่อให้คดีขึ้นสู่ศาลน้อยลง ให้มีการอบรมผู้พิพากษา เพื่อยกฐานะผู้พิพากษาให้มีตำแหน่งสูงและมีฐานะพิเศษและท่านได้ออกระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับข้อบังคับและคำชี้แจงต่าง ๆ เพื่อใช้ในราชการกระทรวงยุติธรรมจำนวนมาก เช่น คำตักเตือนผู้พิพากษา ของเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2472
สมัยท่านเป็นสภานายกพิเศษคณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภา ท่านได้ดำเนินงานอันยังประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่เนติบัณฑิตยสภาหลายเรื่อง เช่น ได้สร้างที่ทำการเนติบัณฑิตยสภาจัดงานสโมสรสันนิบาต เพื่อให้สมาชิกเนติบัณฑิตยสภามีโอกาสพบปะกัน จัดให้มีสโมสรและสนามกีฬาของสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา
ตอนที่ท่านเป็นนายกสภานิติศึกษา ท่านได้ส่งเสริมให้สตรีศึกษากฎหมาย ซึ่งต่อมา
มีสตรีศึกษากฎหมายสำเร็จเป็นเนติบัณฑิตเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2473 คือ นางสาวแร่ม พรหมโมบล นอกจากนั้นท่านยังสนับสนุนให้สร้างโรงเรียนกฎหมายใหม่อีก ทั้งให้มีการปรับปรุงหลักสูตรโรงเรียนกฎหมายใหม่เป็นหลักสูตร 5 ปี สามปีแรกเรียนสำเร็จเป็นเนติบัณฑิต สองปีต่อมาเรียนสำเร็จด้วยการค้นคว้าแต่งตำราเป็นนิติศาสตร์บัณฑิตเทียบชั้นปริญญาเอก
ส่วนงานร่างกฎหมายนั้น ท่านได้มีส่วนสำคัญในการร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทั้ง 6 บรรพ และได้ร่วมร่างกฎหมายใหม่ออกใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศเป็นอันมาก
นอจากนี้ท่านยังได้ทำงานให้แก่ประเทศชาติอีกหลายด้าน อาทิเช่น งานด้านกระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข รัฐสภา องคมนตรี สภากาชาดไทย และงานระเบียบข้าราชการพลเรือนและกรรมการ ก.พ. ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมาก สุดที่จะนำมากล่าวได้ครบถ้วน

ชีวิตส่วนตัว

เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศเป็นผู้มีอุปนิสัยสุภาพ เยือกเย็น มั่นคง ดำรงอยู่ในสุจริตธรรมเป็นยอด เป็นผู้มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี เป็นที่นับถือของคนทั่วไป มีความสามารถในการ
ปกครองยึดเหนี่ยวน้ำใจผู้อยู่ในบังคับบัญชาให้มีความสมัครสมานจงรักมั่นคงในหน้าที่เป็นผู้เอาใจใส่ที่จะเผื่อแผ่ความไมตรีและสามัคคีด้วยจริยาวัตรสม่ำเสมอ
ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2515 รวมอายุได้ 90 ปี 11 เดือน 8 วัน หลังจากรับราชการทั้งด้านตุลาการ บริหาร นิติบัญญัติ และองคมนตรีรวมทั้งสิ้น 72 ปี

งานนิพนธ์

คำอธิบายกฎหมายหุ้นส่วนบริษัท, คำอธิบายกฎหมายลักษณะพิจารณาคำพยาน
หลักฐาน, คำอธิบายพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และวิธีพิจารณาความแพ่ง, คำอธิบายกฎหมายล้มละลาย และคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

ปี พ.ศ. 2455 เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา
ปี พ.ศ. 2474 ปฐมจุลจอมเกล้า
ปี พ.ศ. 2493 มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
ปี พ.ศ. 2497 มหาวชิรมงกุฎ

 

 

ยินดีต้อนรับสู่ ... พิพิธภัณฑ์ศาลไทย (Court Museum of Thailand)
กลับหน้าแรก