ใบสัตย์

     

                    ใบสัตย์ เป็นคำโบราณในสมัยก่อนกระบวนวิธีพิจารณาความนั้น เมื่อตระลาการสืบพยานเสร็จสำนวนแล้ว แต่ก็ไม่มีอำนาจในการตัดสินชี้ขาดคดี ต้องส่งสำนวนความไปให้แก่ลูกขุน ณ ศาลหลวง ผู้ซึ่งมีหน้าที่ทำคำปรึกษาชี้ขาด อีกชั้นหนึ่งก่อน คำปรึกษาชี้ขาดของลูกขุน เรียกว่า “ใบสัตย์”
                    ใบสัตย์ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 เขียน ใบสัจ หมายถึง เอกสารซึ่งตระลาการ พิจารณาข้อเท็จจริงแล้วนำเสนอลูกขุนปรึกษาปรับสัจตัดสิน

     
     

ผู้ปรับ

     

                    ผู้ปรับ เป็นคำโบราณ คือ บุคคลผู้ทำหน้าที่ปรับบทหรือวางบทลงโทษเมื่อลูกขุนวินิจฉัยชี้ขาด ฟังข้อเท็จจริงแล้ว ก็ไม่มีอำนาจในการที่จะปรับบทลงโทษว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายเรื่องใด บทมาตราใดหรือควรจะต้องรับโทษสถานใด ลูกขุนต้องส่งคำชี้ขาดหรือใบสัตย์ไปให้ผู้ปรับ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้แม่นยำ ในบทพระอัยการ เป็นผู้ปรับบทในการลงโทษ เดิมผู้ที่ทำหน้าที่ผู้ปรับ คือ พระเกษมราชสุภาวดี กับขุนหลวงพระไกรสีราชสุภาวดี เรียกกันโดย ย่อว่า พระเกษมและพระไกรสี

     
     

เผชิญสืบ

     

                    เผชิญสืบ ตามความหมายในทางกฎหมาย หมายถึง การที่ศาลให้คู่ความ โจทก์ จำเลย นำตระลาการ เสมียน ผู้คุมไปสืบพยานที่บ้านเรือนของพยานหรือที่ใด ๆ ที่ศาลเห็นสมควร
                    เผชิญ ตามความหมายในพจนานุการฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึงประเชิญ, ชนกัน, ปะทะกัน, ต่อกัน
                    สืบ ตามความหมายในพจนานุการฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง เสาะหา แสวงหา เช่น สืบข้อเท็จจริง สืบพยาน สอบปากคำ เพื่อให้เบิกความเกี่ยวกับพยานหลักฐานในคดี

     
     

โมฆพยาน

     

                    โมฆพยาน เป็นคำโบราณในกฎหมายลักษณะพยาน หากคู่ความอ้างพยานและนำตระลาการไปเผชิญสืบ เมื่อพบพยานแล้ว ตระลาการได้สอบถามพยาน แต่พยานนิ่งไม่ได้ให้ถ้อยคำสิ่งใด นิ่งเสียมิได้ให้การ มิได้แก้คำค้าน มิได้กล่าวคำสิ่งใดเลย เรียกว่า โมฆพยาน ให้ตระลาการ เสมียน ผู้คุมจับพยานไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คู่ความทั้ง 2 ฝ่าย มีโอกาสชักจูงพยานให้เข้าข้างฝ่ายตน แล้วให้ตระลาการสืบประเด็นข้ออ้างของโจทก์ จำเลยให้ได้แล้วจึงปล่อยพยานไป
                    โมฆ ตามความหมายในพจนานุการฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง เปล่า, ว่าง, ไม่มีประโยชน์, ไม่มีผล ตามความหมายในทางกฎหมาย หมายถึง ไม่มีผลบังคับหรือผูกพันตามกฎหมาย
พยาน ตามความหมายในพจนานุการฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง หลักฐานเครื่องพิสูจน์ข้อเท็จจริง, ผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นหลักฐานเครื่องพิสูจน์ได้ ตามความหมายในทางกฎหมาย หมายถึง บุคคลซึ่งให้การในเรื่องหรือสิ่งที่ตนได้เห็น ได้ยิน หรือได้รับรู้มาโดยวิธีอื่น
                    พยานบอกเล่า ตามความหมายในทางกฎหมาย หมายถึง พยานบุคคลซึ่งให้การโดยตนมิได้เห็น ได้ยิน หรือรู้เรื่องมาด้วยตนเอง แต่ได้ยินหรือได้ฟังจากผู้อื่น
                    พยานวัตถุ ตามความหมายในทางกฎหมาย หมายถึง วัตถุที่อ้างเป็นพยานหลักฐาน
                    พยานหลักฐาน ตามความหมายในทางกฎหมาย หมายถึง บุคคล เอกสารหรือวัตถุที่ใช้ในการยืนยันหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริง
                    พยานเอกสาร ตามความหมายในทางกฎหมาย หมายถึง เอกสารที่อ้างเป็นพยาน
หลักฐาน

     
     

ประไลยสักขีพยาน

     

                     ประไลยสักขีพยาน เป็นคำโบราณในกฎหมายลักษณะพยาน กล่าวคือ หากคู่ความนำตระลาการ เสมียน ผู้คุมไปเผชิญสืบถึงบ้านเรือนของพยาน แต่ไม่พบพยาน และพยานก็ไม่ได้เดินทางไปไกล ผู้อ้างนำตระลาการ เสมียน ผู้คุมไปหาพยานในที่อื่น ๆ ถึง 3 แห่ง ก็ไม่พบ ให้ตระลาการ เสมียน ผู้คุมกลับมาคอยพยานอยู่ที่บ้านเรือนของพยานจนพระอาทิตย์ตกถึง 3 วัน แล้วก็ไม่พบพยาน เรียกว่า ประไลยสักขีพยาน ให้ตระลาการ เสมียน ผู้คุม นำหมายไปให้เจ้าหมู่มูลนาย กำนัน อำเภอ ให้ส่งตัวพยานมาให้ตระลาการ เสมียน ผู้คุมให้ได้

     
ยินดีต้อนรับสู่ ... พิพิธภัณฑ์ศาลไทย (Court Museum of Thailand)
กลับหน้าแรก