ข้าหลวงยุติธรรม

                                   ข้าหลวงยุติธรรม  หมายถึง ผู้ที่มีหน้าที่ตรวจตรา เร่งรัด สำนวนคดีในโรงศาลทั่วทั้งมณฑล เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว มิให้คั่งค้างและสะสางคดีความเก่า ๆ ซึ่งคั่งค้างอยู่ก่อนให้เสร็จสิ้นไป
     
     

ทะเบียนเลก

     

                           ทะเบียนเลก  หมายถึง การนำรายชื่อเฉพาะผู้ชายมาจากทะเบียนราษฎร เพื่อให้เข้ารับราชการตามกฎหมาย โดยกรมพระสุรัสวดี มีหน้าที่ทำทะเบียนราษฎร เลกโดยมากจะถูกสักทะเบียนเลกไว้ที่ท้องแขนใกล้กับข้อมือ บอกให้รู้ว่าชายผู้นั้นสังกัดหมู่ใด กรมใด หากคนเลกอยู่ตามหัวเมืองก็จะลงชื่อเมืองไว้ด้วย เรียกว่า เลกคงเมืองหรือเลกหัวเมือง
                          การสักเลกมักจะเริ่มต้นทำภายหลังวันเกณฑ์เข้ารับราชการว่าสังกัดหมู่ใด กรมใด การสักเลกแสดงว่าผู้ถูกสักเป็นคนของรัฐบาล การชำระทะเบียนเลกจะกระทำเป็นการใหญ่ในช่วงต้นของทุก ๆ รัชกาล

     
     

ผู้รั้ง

                            ผู้รั้ง  หมายถึง ผู้ปกครองหัวเมืองชั้นใน มิได้เป็นเจ้าเมืองแต่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง 3 ปี มีกรมการช่วยในการปกครอง หัวเมืองชั้นในประกอบไปด้วยเมืองเล็ก ๆ ซึ่งเป็นเมืองบริวารขึ้นอยู่กับราชธานีหรือหัวเมืองลูกหลวง เช่น ปราจีนบุรี ชลบุรี ราชบุรี เพชรบุรี การปกครองบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อราชธานี
     
     

ไพร่

     

                                    ไพร่ คือ สามัญชนราษฎรทั่วไปที่มีสิทธิเสรีภาพมาแต่กำเนิด แต่ถูกกำหนดให้ต้องสังกัดมูลนาย และจะถูกเกณฑ์แรงงาน ภาคบังคับ เพราะในสมัยโบราณถือว่าคนพวกนี้เป็น “กำลัง” ของประเทศ

     
     

ไพร่สม

     

                                   ไพร่สม  หมายถึง ผู้ชายไทยเมื่อมีอายุครบ 18 ปี จะต้องมาขึ้นทะเบียนที่กรมพระสุรัสวดี และได้รับการสักที่ท้อง มือว่าเป็นคนในสังกัดกรมใด เพื่อความสะดวกในการปกครองและการเรียกระดมพล เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว มูลนายจะฝึกหัดและใช้สอยงานต่าง ๆ ไปก่อนจนกระทั่งอายุครบ 20 ปี จึงย้ายมาเป็นไพร่หลวง
                                  ไพร่สม ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง ชายฉกรรจ์ อายุครบ 18 ปี เข้ารับราชการทหารฝึกหัดอยู่ 2 ปี แล้วย้ายมาเป็นไพร่หลวง

     
     

ราชศาสตร

     

                                   ราชศาสตร หมายถึง พระราชโองการและพระราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ ในการปกครองบ้านเมือง พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการตราพระราชกำหนดกฎหมายขึ้นใช้ในการปกครองบ้านเมือง แต่ด้วยสภาพสังคมและพฤติกรรมของราษฎรในแต่ละยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงไป การปกครองบ้านเมืองจะใช้เพียงตัวบทกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องมีสิ่งอื่นประกอบด้วย พระราชศาสตรเป็นพระราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์สามารถเปลี่ยนแปลงได้

     
     

สมุหกลาโหม

     

                                  สมุหกลาโหม  ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หมายถึง ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีผู้มีอำนาจหน้าที่ บริหารราชการในฝ่ายทหารทั่วราชอาณาจักรขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ ผู้ดำรงตำแหน่งนี้มีชื่อเรียกตามทำเนียบศักดินาว่า “เจ้าพระยามหาเสนา”

     
     

สมุหนายก

     

                                  สมุหนายก  ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หมายถึง ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีผู้มีอำนาจหน้าที่ บังคับบัญชาราชการในฝ่ายพลเรือนทั่วราชอาณาจักรขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ ควบคุมดูแลและบังคับบัญชางานราชการ ที่เรียกว่า จตุสดมภ์ ผู้ดำรงตำแหน่งนี้มีชื่อเรียกตามทำเนียบศักดินาว่า “เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์”

     
     

เชือกกระแสพยาน

     

          เชือกกระแสพยาน หรือเส้นกระแสพยาน หรือเส้นกระแสรังวัด หรือเส้นเชือกประเมิน หมายถึง เครื่องมือสำหรับรังวัดที่นาของไทยสมัยโบราณ
          พิจารณาตามศัพท์ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 คำว่า เส้นกระแส หมายถึง เส้นวัดที่ดินทำด้วยหวายหรือเหล็ก เรียกว่า เส้นกระแส ส่วนคำว่า พยาน หมายถึง หลักฐานเครื่องพิสูจน์ข้อเท็จจริง, ผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นหลักฐานเครื่องพิสูจน์ได้ ดังนั้น คำว่า เชือกกระแสพยาน หรือเส้นกระแสพยาน จึงหมายถึง เครื่องมือสำหรับวัดที่ดิน ที่นา ทำด้วยหวาย หรือเหล็ก ยาว 20 วา หรือ 1 เส้น
          ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เรื่อง ข้าหลวงรังวัดนาออกตราจองที่ดิน พ.ศ. 2354 กรมนาได้แต่งตั้งข้าหลวงรังวัดนา ประกอบด้วย ข้าหลวงจากกรมนา เป็นแม่กอง ร่วมกับข้าราชการจากกรมมหาดไทย กรมกลาโหม กรมท่ากลาง กรมวังมหาดเล็ก กรมพระคลัง มหาสมบัติ และกรมนาในพระบวรราชวัง รวม 5 – 8 นาย พร้อมกับเจ้าเมือง กรมการ นายอำเภอ กำนัน พันนายบ้าน ร่วมกันรังวัดนาตรวจสอบพื้นที่ดินของราษฎรโดยการลงเส้นเชือกรังวัด เรียกว่า เชือกกระแสพยาน เพื่อกำหนดเส้นรุ้ง เส้นแวง ชื่อเจ้าของตำบลที่อยู่ แล้วเขียนโฉนดตราแดงปิดตราประทับให้ถูกต้อง เพื่อมอบให้ราษฎรเก็บไว้เป็นหลักฐาน ในการลงเส้นเชือกรังวัดที่นาครั้งแรกในเมืองใด ตำบลใด เสนากำนันจะต้องจัดเตรียมบายศรีสำหรับให้เทพารักษ์เจ้าทุ่งและทำขวัญเชือกกระแสพยาน การชักเส้นเชือกกระแสพยานรังวัดที่นา ถือเป็นเรื่องสำคัญจะต้องทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงตรง โดยจะกระทำในวันพระ 8 ค่ำ และ 15 ค่ำ ผู้มีหน้าที่ต้องไปพร้อมกันที่วัด เพื่อสาบานตัวว่าจะรังวัดที่นาของราษฎรโดยเที่ยงธรรม และหากบังเอิญมีผู้เดินข้ามเส้นเชือกกระแสพยานที่วางทอดอยู่กลางนา ผู้นั้นจะต้องทำขวัญบูชาเส้นเชือกด้วยข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียน
           วิธีรังวัดที่นาด้วยเชือกกระแสพยานนี้ ใช้ต่อมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังเมื่อมีวิธีการออกโฉนดที่ดินแบบใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 2442 วิธีรังวัดที่นาด้วยเชือกกระแสพยานก็ไม่ปรากฎให้เห็นอีก

     
ยินดีต้อนรับสู่ ... พิพิธภัณฑ์ศาลไทย (Court Museum of Thailand)
กลับหน้าแรก