พิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุ กองวิทยบริการศาลยุติธรรม ได้จัดทำ www. ปรัศนี…ทีละคำ? โดยได้ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมถ้อยคำทางด้านกฎหมายพร้อมความหมายที่พบในหนังสือกฎหมายเก่าออกเผยแพร่ โดยปรารถนาให้ถ้อยคำทางด้านกฎหมายเหล่านี้คงอยู่สืบไป ไม่สูญหายไปตามกาลเวลา เพื่อเป็นประโยชน์ทางด้านภาษา ช่วยให้ผู้อ่านได้มีโอกาสแสวงหาความรู้ในเรื่องถ้อยคำความหมายของคำได้มากยิ่งขึ้น  

                 คำที่ได้รับการเลือกสรรล้วนเป็นคำที่น่าสนใจ ซึ่งปัจจุบันคำบางคำอาจไม่เคยได้ยิน ไม่ทราบความหมายมาก่อน เนื่องจากเป็นภาษากฎหมายเก่า ไม่ค่อยมีผู้กล่าวถึง พิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุ ขอนำเสนอเว็บไซต์ ปรัศนี…ทีละคำ? ดังต่อไปนี้
     
     
โจรห้าเส้น
     

              กฎหมายลักษณะโจรห้าเส้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วยการเกณฑ์ราษฎรช่วยระงับการปล้นสดมภ์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามมีกำลังไม่เพียงพอที่จะระงับจับกุมคนร้าย หากเกิดโจรผู้ร้ายเข้าปล้นบ้านเรือนใด ให้ชาวบ้านที่อยู่ในรัศมีห้าเส้น (ห้าเส้นเท่ากับ 200 เมตร) ของบ้านที่เกิดเหตุนั้นช่วยกันตีเกราะบอกสัญญาณกันต่อ ๆ ไป และช่วยกันจุดไฟให้สว่างเห็นตัวผู้ร้าย ล้อมโจร ต่อสู้ ติดตามจับกุมผู้ร้ายมาให้ได้ หากละเลยไม่ช่วยเหลือกันจะมีความผิดฐานละเมิดกฎหมาย ถ้าผู้ร้ายปล้นเอาทรัพย์ไปได้ ชาวบ้านต้องถูกปรับไหมตามศักดินา ศักดินาสูงต้องจ่ายค่าปรับมาก ลดหลั่นกันไปตามศักดินา ส่วนคนที่มาช่วยจับโจรโดนฟันแทงได้รับบาดเจ็บ “ท่านว่าคุ้มโทษอย่าให้ปรับไหมเลย” แล้วให้ตระลาการเรียกเก็บเงินปรับโทษราษฎรเอามาเก็บไว้เป็นส่วนกลางก่อน ถ้าจับตัวผู้ร้ายไม่ได้ เจ้าทรัพย์เสียทรัพย์ไปเท่าใดก็ให้เจ้าทรัพย์สาบานตนแล้วให้เอาทรัพย์ที่ผู้ร้ายเอาไปทำเป็น 3 ส่วน ยกให้เจ้าทรัพย์ 1 ส่วน อีก 2 ส่วนให้เอาจากเงินค่าปรับไหมของชาวบ้านมาใช้ ถ้าไม่พอให้ตระลาการเบิกเอาเงินหลวงมาใช้เจ้าของทรัพย์จนครบ หากเงินค่าปรับไหมมีจำนวนมากเกินทุนทรัพย์ของเจ้าของทรัพย์ให้ส่งเก็บที่พระคลังมหาสมบัติ เพื่อพระราชทานให้เป็นบำเหน็จแก่ผู้จับคนร้ายได้ และหากบุตรหลานญาติพี่น้องประพฤติไม่ดี ไม่อยู่ในโอวาทคำสั่งสอน ห้ามปรามของบิดามารดาญาติพี่น้อง ไปปล้นสดมภ์เอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ให้บิดามารดาญาติพี่น้องช่วยปกปิดอำพราง หากกระทำต้องได้รับโทษด้วย ต้องมาบอกกล่าวต่อนายเวรศาลาลูกขุนใน ให้นายเวรเรียนลูกขุนศาลาสั่งเจ้าพนักงานให้เอาตัวผู้นั้นมาจำจอง จนกว่าจะมีผู้รับรอง บิดามารดาจึงจะพ้นโทษรอดตัวไป หากบิดามารดา ญาติพี่น้องไม่ได้มาว่ากล่าวบอกศาลาไว้ก่อน ภายหลังบุตรหลานญาติพี่น้องผู้นั้นเป็นผู้ร้ายไปปล้นสดมภ์ จะต้องมีโทษถึง ริบราชบาทว์ คือ เอาบุตร ภริยา ทรัพย์สิน สิ่งของ ตกเป็นของหลวง และหากพี่น้องลูกหลานเป็นโจรปล้นสดมภ์ บิดามารดาต้องถูกลงโทษด้วย กฎหมายลักษณะโจรห้าเส้น ได้ถูกยกเลิกใช้ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน ร.ศ. 117 (พ.ศ. 2442)

     
      บอกศาลา
     

          บอกศาลา ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายความว่าประกาศไม่รับผิดชอบหรือตัดขาด ไม่ให้ความอุปการะเลี้ยงดูอีกต่อไป คนในสมัยก่อนชอบพูดว่า ลูกคนนั้น หลานคนนี้ ฉันบอกศาลาแล้ว หมายความว่า ได้ตัดใจไม่นับว่าเป็นลูกเป็นหลานแล้ว แต่จะเป็นการตัดขาดได้จริงหรือไม่ ไม่มีใครทราบ การบอกกล่าวเพียงเท่านี้ ในสมัย ก่อนหาได้ไม่ ต้องไปบอกที่ศาลาลูกขุนใน เพื่อให้ผู้ที่มีตำแหน่งเป็นลูกขุนศาลาได้ไปจัดการกับอันธพาลหรือ ลูกหลาน ที่เกเร ลูกขุนศาลามีอำนาจสั่งจับคนพาลมาจองจำได้     
          การบอกศาลาไม่ใช้การปิดประกาศป่าวร้องตามศาลาซึ่งมักปลูกอยู่ตามริมทางในสมัยก่อน แต่การบอกศาลา เป็นกฎหมายซึ่งอยู่ในกฎหมายลักษณะโจร ที่บิดามารดาญาติพี่น้องจะต้องถือปฏิบัติ หากไม่ไปบอกศาลา ถ้าลูกหลาน กระทำความผิด บิดามารดาญาติพี่น้องจะต้องมีความผิดได้รับโทษด้วย กฎหมายลักษณะโจร (โจรห้าเส้น) ได้เลิกใช้ไปแล้วเมื่อ ร.ศ. 117 (พ.ศ. 2441) เนื่องจากได้ใช้มานานไม่เหมาะสมกับยุคสมัย

     
      ริบราชบาตร
     

    ริบราชบาตร ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายความว่า คำสั่งหลวง ริบราชบาตรเป็น โทษริบทรัพย์ มักใช้คู่กับ โทษประหารชีวิต เป็นการริบทรัพย์ของผู้กระทำผิดทุกสิ่งที่มีอยู่ในขณะนั้นรวมทั้งลูกเมีย และทรัพย์สิน เงินทอง ให้ตกเป็นของหลวง ริบราชบาตร เป็นบทลงโทษที่มีอยู่ในกฎหมายตราสามดวงปรากฏในพระอัยการกบฏศึก มีบทลงโทษ ผู้กระทำผิด โทษเป็นขบถภายในและภายนอกราชอาณาจักร การก่อการกบฏภายในราชอาณาจักร หมายถึง การปลงพระชนม ์พระมหากษัตริย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะเปลี่ยนพระมหากษัตริย์โดยมิชอบด้วยพระราชประเพณี                            ลักษณะของการก่อกบฏภายนอกราชอาณาจักร หมายถึง การช่วยเหลือข้าศึกด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ความสะดวกแก่ข้าศึก ให้ได้ดินแดนบางส่วนหรือทั้งหมด บทลงโทษในความผิดของผู้ก่อกบฏ คือ1. ริบราชบาตรและฆ่าทั้งโคตร 2. ริบราชบาตรและ ฆ่าเจ็ดชั่วโคตร 3. ริบราชบาตรพร้อมทั้ง ฆ่าผู้นั้นเสียโดย ไม่ให้เลี้ยงดูครอบครัวอีกต่อไป                                              การประหารชีวิตกระทำโดยไม่ให้โลหิตหรือร่างกายตกลงบนพื้นดินเป็นอันขาด ลักษณะของการก่อกบฏตามกฎหมายโบราณ พอสรุปได้ดังนี้
                  1. ปลดองค์พระมหากษัตริย์ลงจากราชบัลลังก์
                  2. ทำร้ายพระมหากษัตริย์ด้วยอาวุธถึงแก่สิ้นพระชนม์
                  3. เจ้าผู้ครองเมืองไม่ส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายอย่างเช่นแต่ก่อน แข็งเมืองไม่ยอมขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ หรือแผ่นดินนั้นอีกต่อไป
                  4. ช่วยเหลือข้าศึกให้ยกทัพเข้ามาในแผ่นดิน
                  5. เอาความลับเกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองและกำลังทหารที่ไม่ควรเปิดเผยไปแจ้งให้ศัตรู/ข้าศึกทราบ


     
     

ศาลทรัพย์เชลย

     

          ศาลทรัพย์เชล เป็นศาลที่ก่อตั้งขึ้นตามพระธรรมนูญศาลทรัพย์เชลย พ.ศ. 2460 ศาลนี้ตั้งขึ้นเป็นครั้งคราวเวลาที่ประเทศได้ประกาศ สงคราม ศาลทรัพย์เชลยมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องเรือและสินค้าในระวางเรือของชาติศัตรู อันกำลังพลนาวี พนักงานกรมเจ้าท่าได้เข้า ทำการยึดค้นในน่านน้ำสยาม และในทะเลหลวงในเวลาสงคราม เพื่อริบเป็นพระราชพัทยา ตามที่ศาลเห็นสมควรศาลนี้สังกัดอยู่ในกระทรวง ยุติธรรม เมื่อมีพระบรมราชโองการก่อตั้งขึ้นแล้ว ก็ให้ผู้พิพากษาในกระทรวงยุติธรรมไปนั่งพิจารณาคดีที่ศาลนี้

     

     

ศาลอาชญากรสงคราม

     

         ศาลอาชญากรสงคราม เป็นศาลที่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. 2488 มีวัตถุประสงค์ เพื่อปราบปรามลงโทษผู้เป็นอาชญากรสงคราม ศาลอาชญากรสงครามได้เปิดการพิจารณาพิพากษาคดีขึ้นครั้งหนึ่งในปี 2488 ยังผลให้บุคคลสำคัญในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายคนต้องขึ้นศาล แต่ศาลได้พิจารณายกฟ้องปล่อย จำเลยไป เพราะถือว่าเป็นการลงโทษผู้กระทำผิดย้อนหลัง ตามหลักกฎหมายได้กำหนดให้ศาลฎีกาเป็นศาลที่มี ีอำนาจหน้าที่พิจารณาคดีอาชญากรสงคราม ศาลตัดสินอย่างใดถือเป็นเด็ดขาด ไม่มีการอุทธรณ์ ฎีกา ปัจจุบัน ศาลอาชญากรสงครามได้ถูกยกเลิกไปแล้ว

     
       
ยินดีต้อนรับสู่ ... พิพิธภัณฑ์ศาลไทย (Court Museum of Thailand)
กลับหน้าแรก